Nitisak's profileI'm just a man who are l...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
June 11 โหยหา... ผ่านมา 2-3 สัปดาห์แล้วหลังจากที่ได้ไปปลดปล่อยอารมณ์เศร้าๆ บางอย่างที่เกาะหมาก อันที่จริง ทริปนี้น่าจะการเดินทางที่สุดยอดยิ่งกว่านี้ถ้าไม่โง่โดนแดดเผาซะตัวลอกอย่างที่เป็นอยู่ ได้ไปอยู่ในสถานที่ที่เวลาเหมือนหยุดนิ่ง ได้ทำตามใจอยาก (แม้ว่าจะไม่ได้กินซีฟู้ดบนเกาะอย่างที่วางแผนไว้ก็ตาม) ได้เล่นน้ำในสระราวกับเป็นเจ้าของรีสอร์ท เพราะทั้งรีสอร์ท มีแค่กลุ่มเรากับคู่ฝรั่งอีกคู่ (ช่วงที่ไปเป็นโลว์ซีซั่น) ไม่มีใครมาแย่ง ได้พายคายัค ได้เล่นน้ำทะเล ได้เพื่อนใหม่อย่างเจ้าโยเกิร์ต...สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ (มั้ง??) ที่เดินกลับมารีสอร์ทพร้อมกัน ทั้งที่ไม่ใช่สุนัขของรีสอร์ท?!? ดูเหมือนเหนื่อยจากการเดินและโดนแดดเผา แต่กลับชอบทริปนี้อย่างแปลกประหลาด ไม่รู้ว่าเพราะคนที่ไปด้วย หรือเพราะบรรยากาศที่บอกไปว่า เหมือนโลกเป็นของเรา เหมือนเวลาหยุดนิ่งไว้เพื่อให้เราเก็บเกี่ยวความสุขไว้ให้เต็มที่ ก่อนที่เราจะกลับไปเผชิญโลกแห่งความจริง ที่บางทีก็โหดร้ายอย่างไร้เหตุผล และอนาคตที่ไม่มีใครบอกเราได้ว่าอะไรจะตามมา... จะเป็นสุขหรือทุกข์ที่วิ่งเข้ามาสะกิดไหล่แล้วบอกว่า "เฮ้ พวก ชั้นมาเยี่ยมว่ะ" ความรู้สึกอยากกลับไปมีช่วงเวลาแบบนั้น กลับมาอีกครั้งในหัวใจดวงนี้ อยากไปทะเลอีกแล้วคับ... May 17 Horsemen VS Angels&Demons เวลาดูหนังหรืออ่านหนังสือในช่วงหลังๆ มักสนใจกับภูมิหลังของตัวละครที่มีผลต่อการกระทำในปัจจุบัน หรือในเรื่องราวมากเป็นพิเศษ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร รู้แต่เพียงว่ามันช่วยให้คนดูหรือคนอ่าน รู้สึกเชื่อถือถึงความสมจริงที่อ้างถึงในเรื่อง ก็แหม หนังสือหรือหนังที่ผมเสพแต่ละเรื่อง ถ้ามันขาดตรงนี้ไป มันจะไม่สนุกเลยน่ะสิครับ อย่างคินดะอิจิ นิยายเรื่องโปรดนี่ ที่ชอบเลยก็เพราะการเฉลยปูมหลังของตัวละครนี่แหละครับ เวลามันพรั่งพรูออกมา ถ้ามันไม่สมจริง หรือไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อถือได้ มันก็เหมือนคนสร้างหลอกคนดู และคนดูก็จะรู้สึกว่า อ้าว เมิงหลอกกูหรือนี่ การลงมือสังหารใครสักคนมันเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญมากๆ เลยนะครับในความรู้สึกของผม (ที่คิดว่า คนส่วนใหญ่มีหิริโอตตัปปะมากในระดับหนึ่งที่พอจะพิจารณาได้ว่า การปลิดชีวิตผู้อื่นเป็นบาปอย่างมหันต)์ ดังนั้น ถ้าตัวละครนั้นไม่ได้เก็บกดหรือถูกบีบคั้นอย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่า "แรงจูงใจ" ไม่เด่นชัดพอล่ะก็ รับรองว่าจืดสนิท ล่าสุดไปดู Horsemen และ Angels&Demons มา รู้สึกผิดหวังหน่อยๆ (ใครอยากไปดูก็อยากเพิ่งอ่านนะครับ เพราะว่าสปอยล์นิดๆ) ในเรื่องที่ว่านี้ แบบว่ามันไม่ค่อยเด่นเท่าที่ควร เริ่มที่ Horsemen ก่อนละกันครับ หนังเล่าเรื่องของชีวิตตำรวจคนหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญด้านการสอบสวนผ่านหลักฐานทางทันตกรรม เมื่อเกิดเหตุการณ์ประหลาดที่มีฟันของใครก็ไม่รู้ บรรจุอยู่ในห่อซิปล็อกกลางบึงน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง พร้อมกับคำว่า "Come and see" ที่ปรากฏอยู่สี่มุมของที่เกิดเหตุ การสอบสวนเรื่อยมาจนพบศพที่หนึ่งพร้อมกับคำที่ว่าเหมือนกัน เหยื่อเป็นหญิงลูก 3 ซึ่งคนโตเป็นลูกบุญธรรม จากนั้นก็เล่าเรื่องมาเรื่อยๆ พบศพต่อๆไป ในขณะที่ตัวตำรวจเองก็มีปัญหากับลูกชาย 2 คน เพราะไม่ค่อยมีเวลาให้ หลังจากที่ภรรยาได้จากโลกนี้ไป โดยที่เขาไม่ได้อยู่ดูใจในช่วงเวลาสำคัญนั้นด้วย ต่อมาฆาตกร ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของเหยื่อรายที่หนึ่งก็มามอบตัวกับเขาเอง พร้อมกับให้ข้อมูลบางอย่าง ที่ตำรวจสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวไปจนถึงตำนาน four horsemen of apocalypse เมื่อเรื่องราวใกล้เข้าสู่ไคลแมกซ์ เรื่องก็หักมุมในแบบที่คนดูพอจะเดาได้(รึป่าว?)ว่า ใครคือผู้นำของกลุ่มที่ติดต่อกันผ่านเว็บไซต์ที่มีปรากฏคำว่า "You are the nothing" และเฉลยตอนจบก็คือ ตัวลูกชายของตำรวจคนนั้นนั่นเอง ผมคิดเอาเองว่า ธีมของเรื่องน่าจะเป็นปัญหาครอบครัว เช่น พ่อแม่ไม่ค่อยได้ให้เวลากับลูกมาก หรือปัญหาพ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยง เป็นต้น จนทำให้เด็กรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว และอาจพัฒนาไปจนถึงความเข้าใจผิดและความคับแค้นได้ โดยรวมผมถือว่าโอเคนะครับสำหรับหนังเรื่องนี้ ตื่นเต้นและกดดันอารมณ์ได้ดี ยิ่งมานึกถึงตอนที่ลูกชายนายตำรวจบอกว่า "สิ่งที่พ่อต้องทำก็คือการเดินเข้าห้องผม แต่พ่อทำแค่เดินผ่านมันไปเท่านั้น" หลังจากที่นายตำรวจรู้แล้วว่า ลูกชายตนเองเป็นผู้นำของกลุ่ม four horsemen และได้เห็นลูกชายแขวนตัวเองให้เห็นต่อหน้าต่อตา เป็นใครก็คงต้องรู้สึกเจ็บในใจทั้งนั้นแหละครับ และอาจจะรู้สึกด้วยว่า ตนเองนั่นแหละที่ "Your are the nothing" แต่ที่รู้สึกหงุดหงิดใจนิดหน่อย (นิดหน่อยจริงๆนะ) คือ บทคริสทีนที่จางซิยี่เล่นน่ะคับ ผมรู้สึกว่า พฤติกรรมเธอแปลกๆชอบกล มันดูยั่วยวนผิดปกติยังไงไม่รู้อ่ะครับ ยิ่งพอมาคิดถึงสาเหตุที่เธอทำแบบนั้น ก็ยิ่งหงุดหงิดใจมากขึ้นด้วย นิสัยเธอเปลี่ยนไปเพราะถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน หรือเธอยั่วยวนพ่อจนถูกข่มขื่นกันแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจครับ ใครเข้าใจช่วยมาไขข้อกระจ่างให้หน่อยนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูง มาที่เทวากับซาตานฉบับภาพยนตร์กันบ้าง ไม่ขอเล่าเรื่อง เอาตรงที่ข้องใจเลยก็แล้วกันนะครับ บทภาพยนตร์ถูกเขียนใหม่โดยให้เรื่องราวเิกิดขึ้นหลัง The Da Vinci Code (แต่ฉบับหนังสือ เทวาฯมาก่อนครับ) และมีการเปลี่ยนชื่อตัวละครบางตัวและสลับตัวละครด้วย (เช่้น โรเชร์ในภาคหนังสือกลายเป็นบาทหลวงท่านหนึ่งแทน) สิ่งที่ขัดใจที่สุดในการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ การเฉลยตอนจบคับ ผมรู้สึกว่า ภูมิหลังของตัวละครอย่างท่านคาเมอร์เลนโญ (หรือคาเมอร์เลงโกในภาคภาพยนตร์) ดูอ่อนไปจนทำให้ไม่เห็นแรงจูงใจที่ชัดเจนมากนัก ไม่เข้าใจว่าท่านคาเมอร์เลนโญสร้างเหตุการณ์เช่นนี้เพื่ออะไร ผมเห็นว่า บทภาพยนตร์ทำให้ท่านกลายเป็นเพียงคนคลั่งศาสนาคนหนึ่งเท่านั้น ทั้งๆที่ในหนังสือค่อนข้างชี้ประเด็นแรงจูงใจของท่านไว้ได้อย่างดี (ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ผมค่อนข้างคาดหวังจากหนังเรื่องนี้พอสมควร และอาจทำให้กลายเป็นอคติด้วย) ทั้งเรื่องความผิดหวังในตัวพระสันตปาปา ที่เป็นทั้งผู้มีพระคุณและพ่อแท้ๆ ของตัวเอง และแนวคิดเรื่องศาสนากับวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ บทบาทของมอร์ตาติ (หรือบาทหลวงสเตราส์ในภาคภาพยนตร์) ที่แสดงบทบาทผู้นำด้านจิตวิญญาณ การมีสติ และการใช้เหตุผลในหมู่พระคาร์ดินัลได้อย่างดี จนได้รับเลือกให้เป็นพระสันตปาปาคนต่อมาในภาคหนังสือ และเรื่องราวความรักระหว่างแลงดอนกับวิตโตเรีย ก็ไม่มีปรากฏอยู่ในภาคภาพยนตร์เลย อย่างไรก็ดี ผมยังรู้สึกดีที่ตัวบทมีประโยคเด็ด (ที่ผมคิดว่าเด็ด) อยู่ด้วย นั่นคือ ศาสนายังมีข้อบกพร่อง นั่นก็เพราะมนุษย์เรายังมีข้อบกพร่อง ศาสนาและวิทยาศาสตร์ต่างก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่มนุษย์ใช้อธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว มันจะเป็นเครื่องมือที่ดีดุจเทวดาที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ หรือเครื่องมือที่เลวดุจซาตานชั่วร้ายที่เฝ้าทำลายมนุษย์ ก็ขึ้นอยู่กับคนที่ใช้มัน หากลองดูในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ศาสนาเองก็เคยเป็นเครื่องมือที่ชั่วร้าย (เช่น ในยุคกลางของยุโรป) และที่ดี (หลักธรรมคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลที่สอนให้มนุษย์รักและให้อภัย ซึ่งกันและกัน) เฉกเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ที่เป็นทั้งเทวาและซาตานได้เช่นกัน (ช่วยเหลือมนุษย์ให้มีอายุยืนยาวขึ้นและทำลายล้างโลกด้วยปรมาณู) ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นศาสนาหรือวิทยาศาสตร์ มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะใช้ให้มันเป็นอะไร จงจำไว้ว่า "พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เสมอ..." (มาจากหนังเรื่องอะไรให้ทาย...) May 10 อีกหนึ่งวันที่ไม่อยู่บ้านช่วงนี้เป็นวันหยุดต่อเนื่องกัน 4 วันสำหรับตัวเองและพลพรรคที่ออฟฟิศครับ หลังจากที่ได้หยุดแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ในช่วง "เย็นทั่วหล้า มหาสงคราม" เอ้ย มหาสงกรานต์ มาแล้วก่อนหน้านี้ที่หยุดต่อเนื่องกัน 8 วันจากเหตุการณ์บ้านเมือง (อันที่จริงได้หยุดแค่ 6 วันเท่านั้นล่ะครับ เพราะต้องมาทำงานในวันพฤหัสบดีที่ 16 แต่ก็ยังถือว่าเป็นวันหยุดอยู่ดีล่ะนะ) แต่ดูเหมือนตัวเองในช่วงนี้ไม่ค่อยชอบวันหยุดยาวๆ สักเท่าไหร่ เพราะว่าหยุดแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรดี อย่างช่วงสงกรานต์ก็ไม่ได้ไปไหนเลย ได้แต่อยู่บ้านดูข่าว แล้วนี่มาเจออีก 4 วัน งวดนี้ก็เลยพยายามวางแพลนล่วงหน้าว่าจะทำอะไรบ้าง จะได้ไม่ฟุ้งซ่านคิดโน่นคิดนี่อีก เริ่มกันที่วันศุกร์ที่หยุดเนื่องในวันวิสาขบูชา ก็วางแผนกับที่บ้านว่าจะไปร่วมงาน เดิน-วิ่งสมาธิ ที่พุทธมณฑล ซึ่งไปร่วมกันมาปีนี้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้ว ไปกันแต่เช้าครับ ตื่นตั้งแต่ตี 4.30 ไปถึงที่งานตอนตีห้านิดๆ แต่กว่าจะได้เริ่มวิ่ง ก็ปาเข้าไป 7 โมงกว่าครับ เนื่องจากปีนี้ดูเหมือนว่าประธานในพิธี ซึ่งก็คือ รมว.อุตสาหกรรมมาสายครับ ตามกำหนดเริ่มปล่อยวิ่งประมาณ 6.30 ทำไปทำมาก็เลยลากยาวไปโน่น แหม กว่าจะพูดโน่นพูดนี่จบ ก็หมดเวลาไปตั้งเท่าไหร่แล้ว แทนที่จะได้รีบวิ่งแต่เช้า จะได้ไม่ร้อนมาก งานนี้ก็เลยมีงานประธานโดนโห่ไล่เกิดขึ้น ก็สมควรล่ะครับ จากนั้นก็เข้าสู่คราวซวยของตัวเองแล้วครับ เพราะวิ่งไปได้สักหน่อย เข่าขวาเจ้ากรรมก็รู้สึกว่าจะปวดขึ้นมา แต่ก็ไม่มากนัก แล้วก็ไม่อยากจะฝืน ก็เลยบอกไอ้โก้ว่า วิ่งไปก่อนเลยละกัน เดี๋ยวอาจจะไปสมทบกับม้า เปลี่ยนไปเดินแทน ปรากว่าวิ่งไปเรื่อยๆ อาการที่ว่าเริ่มหาย ก็เลยวิ่งต่อ เข้ากม.ที่ 5 ซึ่งเลยช่วงโค้งที่จะเปลี่ยนใจไปเดินมาแล้วประมาณ 2 กิโล อาการก็มากำเริบอีกคำรบ คราวนี้งานเ้ข้าจริงๆเลยครับ เพราะจะกลับตัวย้อนทางเก่ากับเดินหน้าไปเหมือนเดิมก็ไม่ต่างกัน สุดท้ายก็เลยตัดสินใจเดินหน้าละกันฟะ กัดฟันวิ่งๆ เดินๆ จนในที่สุดก็ครบ 10 กิโลด้วยเวลา 1 ชม. 15 นาที รับพระกลับมาพร้อมกับอาการปวดเข่าซ้ายอย่างรุนแรง (ในความคิด) กลายเป็นไอ้เป๋เดินโขยกเขยกอยู่ในบ้าน แถมยังโดนด่าอีกด้วย แหม ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ กลับมาบ้าน จุ๊เพื่อนรักก็โทรเข้าบ้าน เพราะโทรเข้ามือถือแล้วไ่ม่มีคนรับ เอ่ยปากชวนไปมหาลัย เพื่อจะไปซ้อมเชียร์ให้น้อง ตอนแรกก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะไป แต่พอเดินขึ้นมาถึงห้องเพื่อจะอาบน้ำ ก็ยอมรับกับตัวเองว่า อาการหนักกว่าที่คาดไว้ เลยโทรไปยกเลิก จากนั้นก็นอนพักทั้งวันครับ วันรุ่งขึ้นก็มีแพลนที่วางกันไว้กับที่ออฟฟิศว่าจะไปเที่ยวร้าน Primo Posto del Khao Yai ที่ปากช่องกัน หลังจากที่วางแผนกันมานานแ่ต่ไม่ได้ไปกันสักที ก็ขับรถกันไปครับ อาการเจ็บเข่าก็ยังมากวนใจอยู่เป็นระยะ แต่พยายามไม่ใส่ใจมาก ก็ขับรถกันไป แวะกินข้าวที่บ้านเก๋แล้วไปต่อกันที่ร้าน แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ฝนตกครับพี่น้อง ก็เลยนั่งกินกาแฟรอแดดออกเพื่อถ่ายรูปกัน นั่งรอกันตั้งแต่ บ่ายโมงกว่าถึงสองโมงกว่า ก็ยังไม่มีทีท่าว่าฝนจะหยุดง่ายๆ ก็เลยตัดสินใจไปถ่ายรูปกันตรงที่ไม่เปียกฝนมากนัก จากนั้นก็ลามไปไร่องุ่น ถ่ายรูปกันเกือบชั่วโมง ฟ้าฝนก็เริ่มเป็นใจ พาแดดออกมาทักทายพวกเราบ้าง แต่ดูเหมือนจะมาช้าไปนิด เพราะแดดเริ่มสวยก็ปาเข้าไป 4 โมงกว่าแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็กดรูปกันไปเพียบครับพี่น้อง ถามถึงความรู้สึกก็โอเคครับ ทริปนี้ไม่เหนื่อยมาก ไม่เปลืองงบเท่าไหร่ แถมได้มาเจอที่สวยๆให้ถ่ายรูปกัน (ไปอยู่โน่นเกือบ 4 ชม. แต่มีรูปตัวเองติดมาน้อยมาก แต่ก็รู้สึกดีที่ถ่ายรูปชาวบ้านแล้วออกมาสวยครับ) แต่กาแฟนี่ คราหน้าจะสั่งลาเต้ครับ...หวานมันด้วย กินกาแฟดำคราวนี้แล้วทำใจไม่ได้สักเท่าไหร่ ก่อนกลับแวะกินข้าวที่ร้านครูต้อพร้อมซื้อของฝาก ไปส่งคนโน้นคนนี้ กลับมาถึงแถวบ้านตอนสามทุ่ม แหะๆ แต่ยังไม่ได้เข้าบ้านครับ ไปแวะอยู่บ้านเพื่อนบี...เพื่อนสมัยทวีธาฯ ซึ่งถือว่าบ้านใกล้กันมาก อยู่ถัดกันไปสองป้ายรถเมล์แต่คนละฝั่งและต้องเข้าซอยไปอีก แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องถือว่าใกล้มากอยู่ดี ด้วยอารามอยากเจอเพื่อนฝูง ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่า ไม่พ้นกร สมชาติ และเจ้าของบ้านแหงมๆ (คราวที่แล้วก็มีเท่านี้) แต่ก็อยากมา เลยโทรกลับมาบอกที่บ้านว่า จะกลับสักสี่ทุ่มครึ่ง แต่เพราะนั่งคุยกันออกรสเลยนั่งยาวจนถึง เที่ยงคืนกว่า จนแม่บอกว่า 15 นาทีเอ็งทำไมมันนานเป็นชม.เลยฟะ ก็แหม แค่ไม่อยู่บ้านวันเดียวเอง... ป.ล. กร อ้น เหล้าที่กูชงให้มันอร่อยจริงๆใช่ป่าววะ ขอโทษนะที่เผลอทำเหล้าหกไปบ้าง 555 April 29 ไปนวดมาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้ไปลองผ่านประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิตมาอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือการไปนวดแผนโบราณมาคับ ไปกับพี่ๆเพื่อนๆที่ออฟฟิศอย่างพี่ฝน พี่เมย์ พี่เพชร ไอ้โบว์ เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก แค่อยากไปลองดู ที่ผ่านมายังไม่เคยถูกนวดแบบเต็มๆคอร์สสักที เคยแต่ให้พี่เอ๋กะไอ้เต้นวดบ้างในบางเวลาทีปวดเมื่อย แล้วก็เคยไปเที่ยวงานอะไรสักอย่างที่ศูนย์สิริกิติ์ที่เค้ามีสาธิตนวดแผนโบราณ ก็ถูกนวดแค่แป๊บเดียวเพราะเวลาไม่เอื้ออำนวย
งานนี้มาที่ร้าน Healthland ตรงสาทร 12 ครับ ตรงข้ามร้านหนังสือของ DoubleA มาถึงคนแรกเพราะขี่มอเตอร์ไซค์มา (แต่ไม่มีใครซ้อนมาเป็นเพื่อน T-T) ตอนแรกมากถึงก็ไม่กล้าเข้าไป เพราะเห็นแต่รถเก๋งจอดอยู่เต็มหน้าร้าน แล้วจะมีที่จอดให้รถมอเตอร์ไซค์อย่างกรูมั้ยเนี่ย ชะเง้อไปมาอยู่ก็เห็นที่จอดมอเตอร์ไซค์อยู่ 2-3 คัน ก็เลยขอแจมด้วย
และด้วยความแปลกสถานที่และไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ก็มาชะงักที่หน้าทางเข้าอีกรอบ เพราะดูหรูหราจนไม่น่าจะเหมาะกับตูเท่าไหร่ จนต้องโทรไปขอกำลังเสริมว่ามาถึงไหนแล้ว ได้รับคำตอบว่า ยังอยู่ในสยามอยู่เลย ก็เลยตัดสินใจเดินเข้าร้านเพื่อไปจองคิวก่อน เข้าไปก็เดินไปหาพนักงาน บอกเค้าว่ามานวดแผนโบราณ เค้าก็บอกว่ารอ 1 ชั่วโมงนะคับ เราก็บอกว่าได้คับ ผมมากัน 5 คนครับ เค้าก็มองหน้าแล้วหันไปพูดกับพนักงานอีกคน แล้วหันกลับมาบอกเราว่า งั้นจะได้อีกที 1 ชั่วโมงครึ่งนะคับ จะรอไหม เราก็ตกลงไป
เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงนิดหน่อย ก็ถึงคิวของเรา เจ้าหน้าที่พาขึ้นไปที่ชั้น 3 แล้วก็ให้เปลี่ยนเสื้อผ้า ตอนแรกไม่แน่ใจว่าต้องถอดถุงเท้าด้วยไหม เพราะอย่างที่รู้ๆกันว่าteenตูกลิ่น...อย่าพูดดีก่า...เกินจะบรรยาย เค้าก็บอกให้ถอดด้วย เดี๋ยวจะมีผ้ามาเช็ดให้ จากนั้นก็เริ่มนวดครับ เริ่มจากล่างขึ้นบน เป็นการนวดที่สุดยอดมากๆ แบบว่ากล้ามเนื้อนี่ยืดกันแบบสุดๆ โดยเฉพาะต้นขาทั้งหน้าและหลัง เพิ่งได้รู้ด้วยว่า การนวดแผนโบราณมีใช้ท่าฟิกเกอร์โฟร์เลกล็อคด้วย หุๆๆ นวดไปนวดมา นึกว่าจะทำซับมิสชั่นตูซะอีก
ผ่านไป 2 ชั่วโมง การนวดก็ครบขั้นตอน ก็ลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อ เท่านั้นแหละ ตะคริวจะขึ้นน่อง โห่ๆ สะดุ้งเฮือก ตอนเดินลงบันไดนี่ก็ระทึกเช่นกัน อย่างกับคนแก่อายุสัก 70 555
แต่ก็รู้สึกดีนะ วันหลังว่าจะไปนวดอีก แต่กลับมาถึงบ้านเล่าให้แม่ฟัง แม่กลับทำตาโตตกใจ แถมบ่นว่า อายุแค่นี้ก็ไปนวดละ เดี๋ยวก็ติดใจเหมือนพ่อมึงหรอก...
แล้วไม่ดีหรือไง จะได้ไปกะพ่อได้ มีคนออกตังค์ให้ด้วย อิๆๆ... April 21 วันนี้ไม่มีชื่อเรื่องนับเป็นวันหยุดต่อเนื่องที่ยาวนานได้ใจในช่วงสงกรานต์ที่เกิดเหตุวุ่นวายในบ้านเมืองจนรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องประกาศให้วันหยุดช่วงสงกรานต์เร็วขึ้นอีกหนึ่งวัน ก็เลยได้อานิสงส์หยุดตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. ลากยาวไปจนถึงวันที่ 15 เม.ย. นึกว่าจะหยุดแค่นี้ เพราะเริ่มคิดถึงที่ทำงานละ (ก็เล่นหยุดมาตั้ง 6 วันรวดเลยนิ) ที่ไหนได้ รัฐบาลประกาศให้มีวันหยุดอีก 2 วัน โห่ๆ สุดยอดไปเลย แต่ก็ไม่ได้หยุดกับเขาหรอก ออกมาทำงานเหมือนกัน ต้องมาโทรบอกนร.ว่า วันพรุ่งนี้ไม่มีเรียนนะค้าบ
ตอนแรกว่าจะพูดเรื่องการเมือง แต่ไม่เอาละ เดี๋ยวจะเครียด (แค่ช่วงสงกรานต์ที่ชาวบ้านเขาเล่นน้ำกัน อีนี่ก็ไม่ไปไหนนั่งดูข่าวทั้งวันจนแม่ถามว่า ไม่เครียดบ้างหรอ) มาคุยเรื่องที่ทำงานใหม่ดีกว่า อ๊ะๆ ไม่ได้เปลี่ยนงานนะครับ แต่เปลี่ยนไปนั่งชั้น 20 แทนในช่วงเสาร์อาทิตย์เท่านั้นเอง โห่ เป็นประสบการณ์ที่สนุกไปอีกแบบ เพราะต้องดูเรื่องเทสต์ของเด็กโกอินเตอร์ด้วย ต้องช่วยน้องเล็กๆ ประมาณ 6 ขวบกว่าๆ ทำข้อสอบ ต้องอ่านให้ฟังบ้างเพราะน้องเล็กมากอ่านไม่ได้ (ประมาณอนุบาล 3 ถึงป.1)
ทำหน้าที่วันแรก วันเสาร์ที่ผ่านมาคับ เพิ่งได้เจอช่วงวิกฤตของชีวิตแบบไม่มีตัวช่วย เริ่มแรกเลย พาน้องคนนึงเข้าห้องไป ซึ่งในห้องมีโบว์ดูแลน้องอยู่แล้ว 3 คน เป็นเด็กเล็ก 6 ขวบ 2 คนกับเด็กโต 7-8 ขวบอีก 1 คน ปรากฏว่าพี่ฝนโทรมาตามให้เรียกโบว์ลงไปชั้น 19 อ้าว ซวยสิครับ เด็ก 4 คนกะควายอีก 1 ตัวที่ไม่รู้ว่าจะไถนา เอ้ย ดูแลเด็กยังไง การบ้านเด็กเล็กมากๆยังไม่เคยสอนเลย แต่ด้วยจิตวิญญาณ ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ก็เข้าไปในห้อง แล้วก็เริ่มคุยกับน้อง 2 คนแถวหน้า อ่า น้องคับ ให้ดูรูปนะครับ รูปกับคำนี้เหมือนกันมั้ยเอ่ย ถ้าเหมือนกันก็ติ๊กถูกนะครับ ถ้าไม่เหมือนกันก็ติ๊กผิดนะ แล้วน้องคนนั้นทำได้ไหมเอ่ย... ผ่านไป 2 นาที ไอ้โบว์พาน้องเดินเข้ามาอีกคนพร้อมผู้ปกครอง น้องคงจะเครียดเพราะเดินร้องไห้มาเลยครับ แล้วมันก็บอกว่า ฝากดูด้วยนะ อ้าว งานเข้าเลยกู ไม่ทันจะได้ตั้งตัวน้องสองคนแรกก็สะกิด พี่คะ อ่านไม่ออก ทำไม่ได้ โอ้ว แม่เจ้า ทำไงดีกู
อันดับแรกตั้งสติ หายใจลึกๆ อ่า น้องคับ อ่านไม่ได้หรอ มาพี่อ่านให้ฟังนะ น้องแถวสองที่ 6 ขวบคนนึงกะเด็กโตกะเริ่มมีปัญหา เพราะไอ้คนเล็กเข้าไปแหย่พี่ เอาปากกาสะกิด เด็กโตก็บอกว่าอย่าแหย่ดิๆ เราก็อ่า น้องคับทำไม่ได้หรอ ไหนพี่ดูสิ เด๋วพี่อ่านให้ฟังนะ พอเดินไปข้างหลัง 2 คนข้างหน้าก็นิ่งอีก หันซ้ายหันขวา คนหลังสุดที่ร้องไห้ก็ยังคงร้องไห้อยู่ คุณแม่ก็ปลอบ ทำไมล่ะคะ สอบแป๊บเดียวเอง ทำไมไม่ทำล่ะ ไม่อยากเรียนกับพี่เค้าหรอ กรูก็เริ่มเครียดทำไรไม่ถูก เพราะเดินไปไหนไม่ได้เลย แล้วก็เริ่มมองหาตัวช่วย พี่ฝนขึ้นมายังหว่า ไอ้โบว์ไปไหนวะ ก็เลยตัดสินใจ เอาวะ ให้น้อง2คนแรกทำให้เสร็จก่อนแล้วกัน แล้วค่อยไปสอนคนหลัง ก็พยายามให้น้องทำให้เร็วที่สุด แต่ก็ยังช้าอยู่ดี แล้วพอทำไปสักพักน้องก็เริ่มบ่นว่า ทำไม่ได้อ่ะ อีกคนก็พูดว่า ยากจัง เมื่อวานนะ ไปสอบที่สาธิตมา แม่บอกว่าถ้าทำได้จะพาไปฮ่องกง แต่ถ้าทำไม่ได้จะพาไปแค่สิงคโปร์... แล้วไงต่อฟะ จะบอกพี่ทำไมล่ะค้าบ บอกพี่ ก็คงพาไปฮ่องกงไม่ได้อยู่ดีล่ะ พอสองคนแรกทำเสร็จ ไอ้โบว์ก็มาพอดี เราก็ขอแท็กมือต่อ ไม่ไหวแล้ว ต้องการพักผ่อนมากๆ รู้สึกว่าเปลืองพลังงานกว่าการวิ่งสองรอบสนามซะอีก
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไอ้วีสามารถรับมือเด็กเล็กๆ ได้ทีละสองคนเท่านั้น มากกว่านี้กรูคงแย่... April 08 อ่านแล้วมาผูกโบว์ขาว...ใส่เสื้อขาว ยุติความรุนแรงกันนะ ช่วงนี้รู้สึกบ้านเมืองเราบ้าๆบอๆยังไงไม่รู้ แต่ละคนทำตัวเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องสนใจใครตามสไตล์ประชาธิปไตยแบบบวมๆของไทย 555 อย่างเมื่อวานนี้ที่นายกฯอภิสิทธิ์ไปประชุมที่พัทยาแล้วโดนม็อบเสื้อแดงเล่นงาน ดูแล้วก็ตกใจเพราะเล่นซะหน้าต่างหลังรถแตกละเอียด แถมคนขับรถปราโดคันนั้นยังเกือบโดนลากลงไปเล่นกลางถนนเลยด้วย โห่ น่ากลัวโคตร ดูข่าวนี้แล้วก็พาลให้จิตตก เพราะรู้สึกว่า ตอนนี้คนในประเทศเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว ผมเองก็ไม่ได้ตามข่าวมากมาย (โดยเฉพาะหลังๆที่เริ่มแยกไม่ออกว่า จะเชื่อใครดี สื่อไหนดี) แถมยังแยกไม่ออกแล้วว่า ใครทำอะไรบ้าง เพืออะไร แต่คิดได้อย่างหนึ่งว่า สิ่งที่ตอนนี้เกิดขึ้นมันไม่เข้าท่าเอาเสียเลย และนี่มันคือประชาธิปไตยจริงๆหรอ ผมรู้ว่า ประชาชนมีสิทธิมีเสียงที่จะทำสิ่งต่างๆในสังคม แต่สิทธินั้นก็มีขอบเขตเช่นกัน การไปวิ่งไล่ขวางทาง ทำลายข้าวของของคนอื่นมันชอบธรรมแล้วอย่างนั้นหรือ หรือว่ามันโดนปรับแค่นิดเดียวฐานทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์อย่างนั้นหรือ อันนี้ไม่ได้ว่าแค่สีแดงเท่านั้นนะครับ แต่ไม่ว่าสีไหนก็ตาม จำได้ว่ามีครั้งนึงที่เห็นภาพการ์ดพันธมิตรไล่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจข้างวังจิตรลดา ตอนนั้นผมนึกเสียใจว่า ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนั้น เราคุยกันดีๆไม่ได้เชียวหรือ ผมเชื่อว่า ปัญหานี้สามารถแก้ไขโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงได้ และหากมีความรุนแรงเกิดขึ้น ก็ต้องมีผู้รับผิดชอบและดำเนินการตามกฎหมาย อย่าปล่อยให้มีผู้ที่ทำผิดโดยที่ตัวเองไม่รู้สึกผิด อย่างตอนเกิดเหตุชุลมุนที่เซ็นทรัลเวิล์ด ซึ่งมีชาย 2 คนรุมทำร้ายประชาชน (เดาว่าน่าจะเป็นคนเสื้อเหลือง) แล้วตำรวจจับไปได้ ก็ยังหน้าด้านพูดว่า ถ้าตามไปด่าทักษิณอีก ก็จะตามไปตบอีก ถามหน่อยเถอะครับว่า ทำแล้วมันได้อะไรขึ้นมาไหม คุณคิดว่าควบคุมและปกครองคนด้วยอำนาจและความกลัวมันยั่งยืนอย่างนั้นหรือ ถ้าทำแบบนั้นก็คงไม่ต่างจากสังคมนิยมที่ผู้ปกครองใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในรัสเซีย จนถูกต่อต้านและล้มล้างไปในที่สุด อีกอย่างที่อยากพูดถึงคือ หิริโอตัปปะที่ควรจะอยู่ในใจชาวพุทธ...ที่พวกเรารู้จักและส่วนใหญ่มักได้เรียนในคาบพระพุทธศาสนามันหายไปไหนหมดแล้ว ไม่อยากจะพูดให้สะทกสะท้อนใจขึ้นไปอีกเลยว่า เดี๋ยวนี้ใครๆในสังคมก็คิดแก้ปัญหากันแบบง่ายๆด้วยการใช้ความรุนแรงกันไปหมด แล้วอย่างนี้น่ะหรือที่อยากจะแก้ปัญหาเด็กนักเรียนตีกัน ไม่โดนเด็กมันย้อนว่า ทีผู้ใหญ่ยังทำกันเลยก็ดีเท่าไหร่แล้ว จะทำอะไรก็คิดกันนิดนึง อย่าให้เด็กมันย้อนได้ (แต่เดี๋ยวก็คงเข้าอีกหรอบเดิมของสังคมแบบไทยๆอีกว่า ผู้ใหญ่พูดห้ามเถียง ผู้ใหญ่ผิดไม่ได้ แต่ดันอยากให้เด็กทำอะไรตามผู้ใหญ่ แล้วเป็นไงล่ะ เด็กมันก็ทำตามแล้วนี่) อีกคำถามหนึ่งที่มักผุดขึ้นในใจก็คือ ทำไมคนเราถึงได้เชื่ออะไรได้ฝังจิตฝังใจได้ขนาดนั้น ความเชื่อของเค้ามีการกลั่งกรองก่อนที่จะยึดถือหรือไม่ ผมเชื่อว่า ทุกคนทำผิดกันได้ แต่บทลงโทษมันขึ้นอยู่กับความร้ายแรงและฐานะในสังคมของคุณ ถ้าคุณเป็นนายกฯที่ต้องเป็นแบบอย่างของคนทั้งชาติ ถ้าคุณ (รวมทั้งครอบครัว) เลี่ยงภาษี คุณก็ไม่มีสิทธิบอกกับประชาชนของคุณว่า "โธ่ ใครๆ ก็ทำกัน" ได้ หรือการ "ยึดสนามบิน" เป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรเอาอย่าง ผมไม่เชียร์ม็อบไหนเป็นพิเศษ เพราะผมรู้สึกว่า ฟังข้อมูลทั้งสองม็อบแล้ว ดูพฤติกรรมแล้ว ก็มีทั้งส่วนที่ถูกและผิดทั้งคู่ แต่กลับไม่เห็นม็อบไหนออกมายอมรับส่วนที่ผิดเลย ดังนั้น คนฟังและเสพข้อมูลอย่างเราๆท่านๆ ก็ควรจะพิจารณาให้ดี และที่สำคัญ จงเชื่อว่าทุกปัญหาแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง เพราะเมื่อมันเกิดขึ้น จะไม่มีใครเลยที่ชนะ แต่เป็นเราทุกคนนั้นเองที่พ่ายแพ้...ต่อ กิเลสของเราเอง ขอบ่นต่ออีกนิด ถ้าหากจะพิจารณาถึงต้นเหตุของปัญหาจริงๆ มันก็คงเกิดจากอำนาจนิยมที่เป็นบ่อเกิดของประชาธิปไตยบ้าๆ บอๆ บวมๆ แบบไทยๆ นี่แหละ ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่า ทำไมถึงไม่เชื่อถือตำรวจ ทำไมถึงไม่เชื่อถืออำนาจรัฐ ทำไมถึงไม่เชื่อถือศาล ก็เพราะมีประสบการณ์ว่า พวกเขา (หรือตำแหน่ง) เหล่าันั้นล้วนเคยทำผิดต่อประชาชนมาก่อนทั้งสิ้น แล้วเวลาทำผิดก็ชอบพูดแบบคนหลงในอำนาจว่า "โธ่ ใครๆเขาก็ทำกัน" บอกได้คำเดียวว่า น่าสังเวชจริงๆ April 02 เมื่อหมอกจางหายไป...ก็ไม่อยากกินเตี๋ยวเนื้อละ สัปดาห์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปช่างเป็นอะไรที่ทรมานจิตใจเอามากๆ เมื่อบรรยากาศใน "บ้านหลังที่สอง" กลายเป็น "คุกรุ่น" ด้วยความไ่ม่เข้าใจ (หรือเข้าใจผิด) เป็นเหตุให้ใครคนนี้ที่คล้ายเป็นตัวต้นเหตุต้องคร่ำเครียดกับความรู้สึกประหลาดที่ไม่ได้เจอมาเสียนาน คล้ายๆคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ทุกอย่างก็จบลงไปด้วยดี อะไรๆเริ่มเข้าที่เข้าทาง ต้องขอบคุณ "ใครคนนั้น" ที่ใครคนนี้ได้คุยด้วย แม้จะเข้าใจผิด แม้จะรู้สึกแปลก รู้สึกไม่เข้าใจไปบ้าง แต่เมื่อทุกอย่างโอเค มันก็ดีแล้วล่ะน่า ใช่ไหมล่ะ... เมื่อหมอกจางหายไป ก็มีเรื่องดีเข้ามาในชีวิต คุณน้องสุดที่รักได้เข้าสู่ประตูแห่งธรรม ห่มผ้าเหลืองให้พ่อกับแม่ชื่นใจเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้เอง อันที่จริงตอนนั้นยังเป็นแค่คนหัวโล้นเอง เพราะยังไม่ได้ห่มผ้าขาวหรือนุ่งผ้าเหลืองแต่อย่างใด เนื่องจากพิธีจะมีวันพุธ แต่เนื่องจากมีภารกิจทำให้ไม่สามารถไปร่วมได้ จึงขอไปตัดผมไอ้น้องชายแทน แล้วค่อยๆไปเจออีกทีวันเสาร์นี้ จะไปใส่บาตรพระใหม่กับพ่อแม่ เหมือนคนจะทำความดี อะไรๆก็อำนวย วันนั้นอากาศก็เลยไม่ร้อนมากเหมือนอย่างเคย หนำซ้ำฝนยังตกด้วยซ้ำ เหมือนจะตกทั่วประเทศเลยด้วย ไอ้เราก็ความจำดี เพราะบวชเมื่อปีที่แล้ว วันที่ 31 มีนาคม 51 ก็ฝนตกเหมือนกันตอนหัวค่ำ จริงๆแล้ว ที่จำได้ก็เพราะว่าคืนนั้นเป็นคืนแรกที่นอนค้างที่วัด แล้วก็หนาวมาก เพราะฝนตกนี่ล่ะ แถมยังไม่มีผ้าห่มอีกต่างหาก ก็เลยต้องนอนหนาวทั้งคืน นอนไม่หลับเกือบทั้งคืน เสร็จจากงานบุญก็ไปดูหนังกับเพื่อนที่ออฟฟิศครับ "เชือดก่อนชิม" โห่ๆ จริงๆก็ชอบหนังแนวนี้พอสมควร ชอบแนวจิตนิดๆ ประมาณ Hannibal แต่ไม่ถึงจนาด saw หรือ Texas Chainsaw (จำได้ว่าเคยเอามาดูครั้งนึง เกือบตาย ดู saw ไม่จบด้วยล่ะ แบบว่ากดดันจิตใจด้วยฉากสยองขวัญเกินไปหน่อย) ดูไปไอ้เราก็ถอนหายใจไป จนพี่ที่ไปด้วยถามว่าเป็นไรป่าว เห็นถอนหายใจบ่อย เอามือปิดปากด้วย อ้อ ขอบ่นนิดนึง ก่อนจะหนังจะเริ่มฉายหลังจบหนังตัวอย่าง มีขึ้นข้อความว่า หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็กที่อายุไม่ถึง 16 ปี เห็นแล้วก็บ่นอุบว่า ทำไมเพิ่งมาบอกวะ นี่ถ้ากูอายุไม่ถึงแต่ซื้อตั๋วเข้ามาแล้ว กูจะเดินออกหรอวะ บ้าหรือป่าว ไม่รู้ว่าใครที่รับผิดชอบเรื่องนี้ กองเซ็นเซอร์ ตำรวจ กระทรวงวัฒนธรรม เจ้าของโรงหนัง หรือใครกันแน่ แต่ที่รู้ๆคือ แบบนี้ไม่ดีแน่ น่าจะมีการตรวจบัตรประชาชนสำหรับคนที่จะซื้อตั๋วหนังประเภทนี้ก่อน หรือจะลงชื่อไปในตั๋วเพื่อตรวจสอบกับบัตร เพื่อป้องกันการซื้อตั๋วแทนกันก็ได้ น่าจะดีกว่านี้ นี่เล่นเืตือนกันตอนซื้อไปแล้ว เสียงเงินไปแล้ว ใครจะยอมเดินออกวะ มาพูดถึงตัวหนังกันบ้าง ตัวหนังทำได้ดีครับ ภาพสวย จังหวะกระชากอารมณ์ หรือทรมานจิตใจสั่นประสาทคนดู กดดันได้ค่อนข้างดี ทำเอาผมเป่าปากเป็นระยะๆ (จริงๆแล้ว เป็นคนใจไม่แข็งเท่าไหร่หรอก) ถือว่าผ่านในสายตาของผมครับ แต่ยังไงก็อยากบอกว่า ถ้าเด็กที่ไม่มีวุฒิภาวะมากพอมาดูละก็ เขาอาจคิดไปก็ได้ว่า สิ่งที่บุศทำเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในสังคม และถ้าเขาต้องใช้ชีวิตร่วมกับเราหรือลูกหลานของเราล่ะก็ ไม่อยากจะคิดเลยครับ... March 19 ควันหลงแดงเดือด ไม่ได้เข้ามาเล่นซะนาน เพราะช่วงนี้ติดเล่นเกมใน facebook อย่าง PetSociety มั่กๆ อันที่จริงก็ไม่มากมายนักหรอก แค่ว่างก็เล่น เป็นสาเหตุที่ทิ้งช่วงหายไปนานจนไม่ได้อัพสเปซเลย ช่วงที่ผ่านมามีอะไรให้พูดถึงมากมาย ชีวิตได้เจออะไรใหม่ๆในรูปแบบเก่าบ้าง ไปนั่งร้านอาหารที่ไม่เคยไปอย่าง sortrel แข่งฟุตบอลก็เข้ารอบตัดเชือก (ผ่านเข้ารอบมาสองรอบ ทั้งสองรอบชนะจุดโทษมา...ดวงสุดๆ เล่นมาสามปี เพิ่งมีปีนี้ที่ดูเข้าท่าที่สุด) พูดถึงฟุตบอลพาลนึกไปถึงวันแดงเดือดเมื่อเสาร์ที่ผ่านมา เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ จำไม่ค่อยได้ว่าปีสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลเอาชนะแมนฯยูฯได้ทั้งไป-กลับคือปีไหน แต่น่าจะก่อนช่วงที่เราเริ่มดูบอลซะอีก การชนะแมนฯยูฯถึง 4-1 ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด เป็นอะไรที่แฟนหงส์นึกไม่ถึงและไม่กล้าคาดหวังก่อนเกมจะเริ่ม ลองเทียบฟอร์มกันแล้ว ความสม่ำเสมอไม่เท่ากันอย่างชัดเจน เหมือนที่ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ให้คอมเมนต์ในubcว่า ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่สามารถชนะได้ทุกทีม แต่ก็แพ้ได้ทุกทีมเช่นกัน ถ้าจะบอกว่าชัยชนะครั้งนี้เป็นสิ่งที่ "เหนือความคาดหมาย" ของแฟนๆหงส์แดงก็คงไม่ผิดนัก แม้ว่าตัวเองจะรู้สึกลึกๆอยู่ในใจว่า ลิเวอร์พูลน่าจะเก็บแต้มออกจากโรงละครแห่งความฝันได้ก็ตาม หลังจากที่ได้ชมฟอร์มการเล่นของผีแดงในเกมชนะอินเตอร์มิลานมา 2-0 ปัญหาในเกมของแมนฯยูฯ ตอนนั้น ผมว่าอยู่ที่กองหลังครับ วิดิชและเฟอร์ดินานด์เปิดโอกาสให้คู่แข่ง เล่นเกมกันหน้ากรอบเขตโทษตัวเองได้ง่ายและบ่อยเกินไป ไม่ว่าจะด้วยประมาทหรือโชว์ออฟอย่างที่ท่านเซอร์เฟอร์กี้ว่าก็ตาม แต่การเล่นแบบนี้สามารถกลายเป็นหายนะของทีมได้เสมอ สมมติว่าลูกที่ซลาตัน อิบราฮิมโมวิชได้โหม่งไปชนคานในช่วงครึ่งแรก หรือลูกยิงของอาเดรียโน่กับโอกาสครั้งแรกในเกมของเขากลายเป็นประตู เชื่อว่าแมนฯยูฯอาจจะไม่ผ่านเข้ารอบก็ได้ ไม่แปลกเลยที่ท่านเซอร์จะออกมาโวยลูกทีมหลังเกม แต่ก็ยังไม่ได้ผลจนกระทั่งมาประจักษ์กับตาในเกมกับลิเวอร์พูล อย่างไรก้ตาม ต้องชมฟอร์มการเล่นของลิเวอร์พูลด้วยเช่นกัน ที่สามารถบุกกดดันผีแดงได้อย่างต่อเนื่อง และประสบความสำเร็จในเกมรับ (ไม่ันับจุดโทษที่ปาร์กโดนรวบ เพราะผมมองว่านั่นเป็นความผิดพลาดของกรรมการ) ในชณะที่เกมรุกก็ใช้โอกาสไม่เปลือง เมื่อรอมทั้งสองอย่างก็กลายเป็นชัยชนะที่น่าจดจำสำหรับแฟนๆ แต่ปัญหาที่แฟนๆหงส์ยังคงหวั่นใจก็ยังคงอยู่ นั่นคือความสม่ำเสมอของทีม ถ้าหากยังหวังจะซิวแชมป์ลีกก็ต้องเล่นให้คงเส้นคงวามากกว่านี้ จะได้ไม่เหมือนที่seniorของผมบอกว่า You won the battle but lost the war... February 03 ลืม...รัก...ทุกคนคงเคย "ลืม" กันมาแล้ว ลืมทำการบ้าน ลืมโทรกลับที่บ้าน ลืมซื้อน้ำปลาให้เมีย...(มุขนี้พี่อู้ดในเป็นต่อใช้บ่อย) มีสารพัดเรื่องให้ลืมกันได้ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่หลายคนอยาก "ลืม" แต่มัก "จำ" ได้ทุกที นั่นคือ...ความรัก... เมื่อยามรักที่น้ำต้มผักก็ยังว่าหวาน คนเรามักบอกกันว่า ฉันจะรักเธอเสมอ จะไม่มีวันลืมเธอไป แต่พอยามชังที่รักไม่สมหวังก็มักลืมคำพูดที่เคยกล่าวไว้ไปเสียหมด แบ่งฝ่ายกลายเป็นผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ และผู้ถูกกระทำมักพยายามบอกตัวเองว่า เราต้องลืมเขาไปได้ โดยที่ตัวเอง "ลืม" ไปว่า จริงๆแล้วไม่มีทาง "ลืม" ได้หรอก เำพราะความทรงจำต่างๆทั้งดีและร้ายมันตกตะกอนและหลงเหลืออยู่ในหัวใจไปแล้ว วันดีคืนดีมันก็ลอยล่องขึ้นมาบนความคิด จุดระเบิดความรู้สึกบางอย่างให้เกิดขึ้นโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้และไม่ต้องการ ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดก็คือ อยู่กับมันให้ได้ เลือกเก็บแต่ความรู้สึกดีๆเอาไว้ ใช้มันหล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยๆว่า ครั้งหนึ่งมันเคยได้รับความรู้สึกดีๆจากใครคนหนึ่ง แม้ว่านี้เขาได้จากไปแล้ว แต่เรายังหลงเหลือความรู้สึกดีๆนี้และสามารถใช้มันเพื่อแสดงออกต่อกันได้เสมอ ไม่มีสิ่งใดที่หายไป มีแต่ฐานะใหม่ที่เข้ามาแทน เราไม่มีทางลืมความรักได้ ตราบใดที่ใจเรายังมองหาความรักอยู่ ความรักเป็นเรื่องดีๆไม่กี่อย่างบนโลกบวมๆใบนี้ ไหนๆจะมีรักแล้ว ก็ขอให้รักสร้างแต่สิ่งดีๆให้จิตใจก็แล้วกัน ขอให้ทุกคนโชคดี มีแต่ "รัก" ที่ไม่น่า "ลืม" ในเดือนแห่งความรักครับ... January 31 พูดง่ายแต่ทำยากเมื่อวันก่อนมาเจอปุ้ยที่มาส่งตุ้มมาเรียนบริติชเคาน์ซิลอีกที ก็เลยได้กลับบ้านพร้อมกัน (อันที่จริงต้องบอกว่า กูเห็นแก่ตัวขออาศัยปุ้ยติดรถกลับมากกว่า 555) ซึ่งก็มีตุ้มและน้องแพรที่เป็นเพื่อนในห้องเรียนตุ้มอีกทีกลับมาด้วย
ในรถก็คุยกันถึงเรื่องอนาคตของน้องแพร มีช่วงนึงพูดว่า อยากทำงานอะไรล่ะ ต้องคิดตรงนี้ก่อนถึงจะรู้ว่าจะเรียนอะไรดี ทำงานที่ตัวเองชอบ ชีวิตจะแฮปปี้มาก แล้วน้องก็ถามกลับมาว่า แล้วถ้างานที่ชอบทำได้เงินน้อยล่ะ เราก็ตอบไปประมาณว่า จริงๆมันก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคนด้วยล่ะว่าโดนบีบคั้นมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้ามีโอกาสได้ทำงานที่ชอบก็น่าจะมีความสุขกว่าได้ทำงานที่ไม่ชอบนะ แม้ว่าจะมีแรงกดดันมากระแทกกระทั้นบ้างเป็นบางทีก็ตาม
พอกลับมาถึงบ้าน ก็มานั่งคิดว่า เออ ไอ้เรื่องแบบนี้นี่มันก็พูดง่ายแต่ทำยากเนาะ เหมือนรู้ทฤษฎีอย่างจัดเจน ไปบวชเรียนมาก็นั่งคิดถึงเรื่องนี้ ปรึกษาผู้รู้ว่าควรเลือกทางไหนดี ความสุขจริงๆแล้วมันอยู่ตรงไหน ทำงานได้เงินแต่เครียดจนพาลมาลงกับคนที่บ้านมันจะมีความสุขไหมหนอ เทียบกับทำงานที่ได้เงินน้อยกว่า เครียดน้อยกว่า ชอบมากกว่า มีความสุขมากกว่า กลับมาเจอหน้าคนที่บ้านก็ยังมีรอยยิ้มติดใบหน้า แบบไหนมันจะดีกว่ากันหนอ ถ้าทำได้ทั้ง 2 อย่างก็คงดี แต่ถ้าทำไม่ได้ล่ะ ยิ่งคนชอบสร้างเงื่อนไขในชีวิตอย่างตูเองเยอะๆนี่ มันจะไปรอดไหมเนี่ย
คิดถึงตรงนี้ก็ได้แต่นั่งทอดถอนใจ แล้วพยายามสรุปเอาเองว่า มันก็เป็นเพราะความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกันมั้ง ความสุขบางคนต้องใช้เงินซื้อ บางคนสามารถเก็บหาได้รอบตัวโดยไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียวก็มี แถมยังไม่มีใครรู้อนาคตอีกว่า ชีวิตนี้จะจบสิ้นเมื่อไร จะทำงานหาเงินเก็บๆๆๆแล้วเอาไปเที่ยวในอนาคตดีไหม หรือจะหาไปใช้ไปดี หรือเราเป็นพวกสุขนิยมอย่างที่ปุ้ยว่า สรุปไปสรุปมา งงคับ
แต่แล้วก็เกิดความคิดขึ้นมา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าว่า ถ้าตัวเราตอบตัวเองได้ดีแล้วมีจุดยืนที่แข็งแรงมากพอเหมือนกับพี่ยะ รุ่นพี่ที่ได้เจอกันตอนไปอัมพวาว่า ความสุขของเราอยู่ตรงไหน เราชอบทำอะไร แล้วเราเสียใจไหมที่เราทำแบบนั้น เท่านั้นเอง...ไอ้คำว่า "แล้วเราเสียใจไหมที่ทำแบบนั้น" แค่นั้นเอง ที่ผม (และน่าจะรวมถึงคนที่ชอบตั้งคำถามประเภทนี้ด้วย) มัวกังวลอยู่ เพราะคงไม่มีใครที่อยากผิดหวังและเสียใจ โดยเฉพาะการผิดหวังกับตัวเอง ผมมักกลัวกับการมองย้อนมาในอดีตแล้วรู้สึกว่า กูไม่น่าทำอย่างนั้นเลยว่ะ กูไม่น่าทำอย่างงี้เลยว่ะ ซึ่งคำตอบของมันก็น่าจะอยู่ที่ว่า แล้วทำไมเราถึงทำแบบนั้นล่ะ ตอนนั้นเราคิดยังไงล่ะ ซึ่งถ้าเรามีจุดยืนที่มั่นคงพอ ทุกอย่างมันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะชีวิตไม่ได้เป็นเส้นตรง และคำว่า "ความสำเร็จ" ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย
แต่ถึงจะคิดได้แบบนี้ ก็ได้แต่พูดกับตัวเองอยู่ดีว่า "พูดง่ายแต่ทำยากว่ะ" เหมือนกับความรักนั่นล่ะ เฝ้าบอกตัวเองว่าเก่งนักเก่งหนาเรื่องพวกนี้ (โดยเฉพาะเรื่องทำร้ายตัวเอง 555) เป็นที่ปรึกษาให้ชาวบ้านชาวช่องได้ แบบที่ทฤษฎีแน่นปึ้ก มีแบบแผน ถามมาตอบได้ฉับๆๆ เด็ดขาดมั่นใจ แต่สุดท้ายพอกลับมาอยู่คนเดียว แพ้พ่ายน้ำตาจะไหลทู้กที 555
ก็บอกแล้วไง พูดง่ายแต่ทำยาก... January 27 ลิเวอร์พูล / ปัญหา / โอบามาช่วงนี้ไม่ได้เขียนซะนาน ได้แต่นั่งอ่านสะเปซของชาวบ้านโดยเฉพาะตี่กับเมย์จนเริ่มสงสัยแล้วว่า ทำไมพวกมันว่างกันจังวะ ขยันอัพกันจัง ไอ้กรูก็ขยันตามไปอ่านด้วย 555
ขวบเดือนที่ผ่านมาดูเหมือนอะไรๆในชีวิตจะเปลี่ยนไปเยอะพอสมควร ไหนจะห้องของตัวเองที่กลับมาเป็นสภาพห้อง "คนอยู่" อีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยให้ "หนูอยู่" มาซะนาน จัดห้องทำโน่นทำนี่ช่วงปีใหม่ หวังว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่ว่างๆให้ฟุ้งซ่าน แม้ว่าสุดท้ายก็ต้องกลับมาเป็นแบบนั้นทุกทีก็ตาม
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมว่างๆต้องนึกถึงใครคนนั้น นึกไปเรื่อย ทำไรอยู่น้า...ไปเที่ยวไหนหรือป่าว...จะโทรไปดีมั้ยว้า...ทำไมไม่รับของๆเราว้า...จะทำตัวไงดีว้า... สุดท้ายก็ได้แต่บอกตัวเองว่า จะคิดทำไมให้วุ่นวาย แค่ได้เจอหน้ากันทุกวัน มีความรู้สึกดีๆให้กันก็ดีแค่ไหนแล้ว ไอ้ที่เราต้องการให้เป็นเขาคงไม่ต้องการหรอก (เฮ้อ...) คิดเสร็จก็เปิดเพลง unlovable ของ mild ขึ้นมาฟัง พลางทำใจให้ปลงๆเสียบ้าง เหมือนกับที่จะเริ่มทำใจว่าปีนี้ลิเวอร์พูลก็คงกินแห้วอีกตามเคยสำหรับแชมป์ลีก นี่ก็โดนยูไนเต็ดแซงขึ้นนำจ่าฝูงไปแล้ว
หงส์แดงนี่แก้ปัญหาไม่ได้สักที เกมที่สมควรชนะกลับไม่ชนะ ทำได้แค่เสมอ แต้มหลุดมือไปสองแต้ม อันที่จริงน่าจะโดนแซงตั้งแต่เริ่มเสมอติดๆแล้ว เพียงแต่เชลซีรองจ่าฝูงก็บ้อท่าเหมือนกัน ไม่งั้นคงไม่รอด
ผมว่าปัญหาของลิเวอร์พูลหลักๆ คือการเข้าทำและสมาธิในเกม หลายๆเกมจะเห็นได้ว่า เมื่อต้องเล่นกับทีมที่ตั้งรับลึกแล้ว จังหวะในการเข้าทำมักจะไม่หลากหลายและขาดๆเกินๆเสมอ เหมือนกับไม่ได้ซ้อมกันมา ยิ่งไปกว่านั้นกองหลังมักพลาดง่ายๆในจังหวะที่ไม่น่าพลาด อย่างในเกมที่เสมอกับฮัลล์เป็นตัวอย่างที่ดี ทีมเสียสองลูกในจังหวะที่ไม่ควรเสีย แต่ยังดีที่สามารถตีเสมอได้ 2-2 ในครึ่งแรก ซึ่งจะเริ่มเห็นได้ว่าโมเมนตั้มของเกมมาเข้าทางลิเวอร์พูลแล้ว แต่หงส์แดงกลับไม่สามารถทำประตูได้ ต่อเกมกันขึ้นไปแบบไร้จินตนาการ ไม่เป็นรูปเป็นร่างสุดท้ายก็โดนตัดบอล ยิ่งเกมกับสโต๊คนี่ก็เห็นชัด อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ราฟาใจไม่ถึงเท่าไหร่เลย ซึ่งถ้ากล้าแลกมากกว่านี้ ผมว่าโอกาสน่าจะดีกว่านี้
อีกหนึ่งปัญหาของลิเวอร์พูลก็คือ ขาดกองหลังที่เด็ดขาดและพอจะชี้เป็นชี้ตายทีมได้ หากชี้ไปที่คาร์ราเกอร์ ผมว่าใครคนนี้ยังไม่ถึงขั้นครับ หลายจังหวะพลาดง่ายๆแบบไม่น่าให้อภัย เหมือนเบสิกไม่ดี ถ้าราฟาซื้อกองหลังเชิงสูงมาสักคนที่พอฝากผีฝากไข้ได้มากกว่านี้ ผมว่า โอกาสที่จะดันเจอร์ราร์ดขึ้นสูงเพื่อเติมเกมรุกน่าจะมากขึ้น ส่วนตำแหน่งอื่น ถ้าริเอร่าไม่เจ็บซะก่อน ผมว่าก็คงปีกขวานี่แหละครับ ซื้อใหม่เลย แต่ไม่รู้จะแนะนำใครเหมือนกันแต่ถ้าได้ปีกธณรมชาติน่าจะดี ถ้าลิเวอร์พูลแก้ปัญหาตรงนี้ได้ การลุ้นแชมป์น่าจะดีกว่านี้แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า ทีมมองว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาหรือเปล่าด้วย
พูดถึงปัญหา เมื่อวานได้ดูจับเข่าคุยเรื่องพระตุ๊ดเณรแต๋ว ซึ่งตัวแทนของมหาเถรสมาคม (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ตำหนิกลุ่มเกย์การเมืองว่าทำให้เรื่องใหญ่เกินเหตุ ที่จริงควรจะแจ้งเรื่องให้พระผู้ใหญ่ในพื้นที่เชียงใหม่ทราบก่อน ทำให้ผมคิดไปว่า มันต่างกันตรงไหนระหว่างที่เป็นข่าวกับไม่เป็นข่าว เรื่องใหญ่กับเรื่องเล็ก อันที่จริงถ้ามันผิด มันก็คือผิด ถ้ามันเป็นปัญหา มันก็คือปัญหา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองว่ามันเป็นปัญหาหรือเปล่ามากกว่า ถ้าเรามองว่ามันเป็นปัญหา เราก็ต้องแก้มัน แต่ผมกลับรู้สึกว่า ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองเราชอบทำเป็นว่า ไม่มีปัญหาทั้งๆที่จริงๆมันมีอยู่ทนโท่ แต่กลับไม่ยอมรับมัน ซึ่งไม่น่าจะเป็นวิธีแก้ที่ถูกต้องเลย
ผมชอบมากกว่าที่ผู้นำหรือหัวหน้าออกมาบอกว่า ตอนนี้เรามีปัญหาอย่างนี้อย่างนี้ และเราจะแก้อย่างนี้อย่างนั้น ผมว่าน่าจะดีกว่า เหมือนกับที่โอบามากล่าวสุนทรพจน์วันที่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีว่า ตอนนี้สหรัฐฯมีปัญหา เป็นปัญหาที่จริงจังและมากมาย แต่เราจะผ่านมันไปได้ ไม่ว่าจะเป็นผิวสีใด นับถือศาสนาใดก็ตาม ทุกคนมีสิทธิและหน้าที่ที่จะช่วยให้ประเทศผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้นไป บอกตามตรงฟังแล้วนึกถึงสถานที่บางที่และคนบางคนยังไงไม่รู้ แต่ก็เอาเถอะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็แล้วกัน
ป.ล. ช่วงนี้โดนเพื่อนๆล้อว่าเสี่ยวมากกว่าปกติ ซึ่งมาจากการไปตอบสเปซชาวบ้าน ก็แหม ทำไมฟะ ก็แค่โพสเนื้อเพลงลงไปเอง ไม่ได้คิดเองซะหน่อย โพสอีกทีก็ได้
"แต่หากวันใดที่เส้นใยบางๆ ได้จางลงไป คงถึงวันที่ใจสองใจได้รักกันสักที..." 555 ทำร้ายตัวเองนี่ถนัดนัก 555 January 07 จากตลาดคนเดินที่หลวงพระบางถึงตลาดน้ำ ณ อัมพวา อันที่จริงกะว่าจะอัพสเปซตั้งนานแล้ว แต่ไม่สบโอกาสสักที ไหนจะต้องเดินสายพบประชาชนในช่วงปีใหม่ (กินหางข้าวกับเพื่อนๆคนโน้นคนนี้นั่นแหละ) ไหนจะต้องจัดห้องที่แสนจะรกชัฏ (ฝุ่นเยอะชิบหาย) ไหนจะต้องไปร่วมแสดงความยินดีในงานรับปริญญาของลูกพี่ลูกน้องที่น่ารัก (ยินดีด้วยนะกิ๊ฟต์) สุดท้ายก็ได้โอกาสในวันนี้สักทีที่จู่ๆก็เกิดอารมณ์ sleepless society ขึ้นมา ไม่อยากหลับอยากนอนซะอย่างงั้น ปีที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. ถึงวันที่ 28 ธ.ค. เป็นวันชีพจรลงเท้าอย่างแท้จริง เพราะไปสัมมนากับที่ศูนย์ฯ ที่ลาวมา ไปเยี่ยมเยียนลาวเหนือมาลากตั้งแต่หลวงพระบาง วังเวียง จนมาถึงเวียงจันทน์ในวันสุดท้าย จะให้เล่าว่าไปที่ไหนก็คงจะนาน เมื่อยมือเปล่าๆ ขอเล่าแค่สิ่งที่ประทับใจก็แล้วกัน อันดับแรก เงินกีบเลยครับ แบบว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยจับเงินแสนมาก่อนในชีวิต มาที่นี่แหละครับถึงได้ใช้เงินเป็นเสี่ย เปย์ทีเป็นแสน ชอบมากคับ อารมณ์เหมือนป๋าไปเที่ยวตากอากาศ ขึ้นรถลงรถที เท่าไหร่นะ อ๋อ สองหมื่น หุๆ สบาย ควักแบงก์สองหมื่นสีแดงๆออกไปให้โชเฟอร์ บางอารมณ์เหมือนเล่นเกมเศรษฐียังไงไม่รู้ ทำไมมีแบงก์ห้าหัน แบงก์หมื่น แบงก์สองหมื่นด้วยวะ เอ้าๆ ทอยลูกเต๋าเร็ว (แต่ระวังพ่อมันด้วยนะ เมื่อหลายวันก่อนเพิ่งไปเตะปากคนแก่หน้าร้านบะหมี่เกี๊ยวที่เชียงใหม่มาเอง หุๆๆ ล้อเล่นนะค้าบ) เริ่มฟุ้งซ่านละ กลับมาที่เงินกีบต่อ ว่าถึงค่าเงินกันนิดนึง สองหมื่นนี่ก็ประมาณ 40 บาทไทย ตอนอยู่ที่หลวงพระบาง ซื้อเสื้อกับพี่หนุ่มคนละตัวจ่ายไป 35000 กีบ กลับมาเล่าให้แม่ฟังว่าจ่ายไป สามหมื่นห้า แม่ทำตาโตเป็นไข่ห่านแล้วบอกว่า เมิงจะบ้าหรอ 555 หลอกใครไม่ได้ หลอกแม่ตัวเองเนี่ยแหละ หนุกดี แต่บางทีก็รู้สึกน่ากลัวเหมือนกันนะ รู้สึกว่าเงินเฟ้อนี่น่ากลัวเหมือนกัน หวังว่าเมืองไทยคงเงินเฟ้อไม่เยอะ (แค่นี้ดอกเบี้ยเงินฝากก็ขาดทุนจะแย่อยู่แล้น) อันดับต่อมา ไกด์ลาวกับแอร์ลาวคับ มาที่ไกด์ลาวก่อน ชอบมากคับประโยคนี้ ติดอยู่ในโสตมิวางวาย "เอ้า โป่งโป๊ง ได้ยินกันมั้ยค้า" ฟังครั้งแรกขำกับพี่หนุ่มสองคน แถมมีมุกโดน..(อี้)..โดน..(เอ็ก)..อีก (ไม่กล้าพิมพ์คำจริง กลัวติดเรต เดี๋ยวโดนกบว.แบน) แต่คงจะดีกว่านี้ถ้าพาเราไปที่พระธาตุหลวงแทนที่จะพาไปช็อปที่ร้านเครื่องเงิน ไปถึงที่ร้าน ไอ้พวกกบฎทั้งหลายหนีไปนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามดูดน้ำอัดลมราคา 20 บาทซะอย่างงั้น ส่วนแอร์ลาวนี่ ตอนแรกนึกว่าจะกระแทกแรงกว่าที่คิด เพราะก่อนมานี่ทุกคนพร่ำพรรณนาถึงมากๆ เครื่องบินใบพัด แถมถ้าหยุดหมุนไปข้างนึงก็ยังบินอยู่ได้อีกตั้งชั่วโมงแน่ะ (น่าปลอดภัยมาก...อูย) ติดแค่เสียงดังเท่านั้น ทุกอย่างโอเค อ้อ ขอบวกเรื่องแอร์สวยกับอาหารที่สนามบินอร่อยเข้าไปด้วยละกัน ของเขาดีจริงๆ อันต่ามอ...(อันต่อมา)...ต้องนี่เลยคับ "เบยลาว" อ่านว่า เบียร์ลาว อยู่ที่โน่นกินทุกวันคับ รสชาติดี ตื่นมาก็ไม่ค่อยแฮงก์ (มีวันที่สองที่เกือบๆเพราะได้อีกหลายดีกรีจากวงมัลติเข้าไป รู้สึกถึงความร้อนที่วิ่งผ่านลำไส้ตั้งแต่กระดกลงไปได้ทันที ตื่นมายังมึนๆอยู่เล็กน้อย) ถึงกับหิ้วกลับมาฝากเพื่อนๆที่เมืองไทยให้ได้ลอง แต่อนิจจา...ของเขาดีจริงซัดกันเกลี้ยงตั้งแต่อยู่บนรถแล้วครับพี่น้อง ข้าน้อยขออำภัย (กรุณานึกหน้าไอ้วีทำท่าคารวะแล้วโยกหัวไปมาอย่างกวนส้นteenตามไปด้วย)... อันต่อมาคือตลาดคนเดินที่หลวงพระบางครับ และเพื่อเป็นการสะดวกของผู้ที่ไม่เคยไป ผมจะบรรยายในทำนองสรภัญญะ (ดังนั้น กรณุาอ่านตามนั้นด้วย) ให้ฟัง ตลาดนี้เป็นตลาดคนเดินระยะทางไปอย่างเดียวประมาณ 600-700 เมตรครับ แบ่งออกเป็นทางเดินสองฝั่ง ทั้งสองข้างทางมีร้านค้าประกบทั้งสองด้าน 1 ร้านมีเนื่อที่ประมาณ1.5ตารางเมตรโดยประมาณ ตลาดที่นี่เป็นตลาดที่มีอัตราการแข่งขันกันสูงมาก เพราะของที่ขายอยู่มีไม่เกิน 30 ประเภท แต่มีร้านขายของประเภทเดียวกันอยู่มากกว่า 30 กว่าร้าน โอ้ว แม่เจ้า เดินไปไหนมาไหนเห็นแต่ผ้าพันคอ ผ้าถุง เสื้อยืดสกรีน ร่มกระดาษ งานไม้ สักพักเดินไป อ้าว เจอผ้าพันคอ ผ้าถุง เสื้อยืดสกรีน ร่มกระดาษ งานไม้อีกแล้ว มีโคมไฟมาแซมๆบ้างประปรายพอสวยงาม แต่สุดท้ายก็จะกลับมาจบที่ผ้าพันคอ ผ้าถุง เสื้อยืดสกรีน ร่มกระดาษ งานไม้เหมือนเดิม เอ้า หลอนกันเข้าไป... อันสุดท้ายซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ประทับใจเท่าไร แต่เจอมาทั้งทริปที่ลาว นั่นคือฝุ่นครับ ที่นี่ฝุ่นเยอะมากๆ แทบจะเป็นส่วนประกอบหนึ่งของอากาศที่นี่ (ประมาณ 5% ระดับเดียวกับออกซิเจนในอากาศ) ก็ไม่ได้อะไรมากหรอกครับ แต่บังเอิญเป็นหวัดมากก่อนหน้าที่จะมา ก็เลยคัดจมูกอย่างแรง แต่ก็พอทนได้ครับ ขอปิดท้ายนิดนึงครับ อยากจะบอกว่าทริปนี้ ผมรู้สึกเปลืองตัวยังไงไม่รู้ เพราะแทบทุกคนที่ศูนย์ฯ รู้จักนิคเนมอันแสนน่ารักที่เพื่อนๆพี่ๆที่รักในแผนกมักอ้างเอ่ยเรียกหาอยู่เสมอ โดยเฉพาะตอนที่ไปกินข้าวที่ร้าน "ปากห้วยมีชัย" (ไม่ต้องบอกก็คงรู้นะครับว่ามันเพี้ยนไปเป็นอะไร) โดนเข้าไปเต็มๆ แถมยังมีประโยคเด็ดประจำทริปอย่าง "เธอน่ะใจไม่ใจ" อีกด้วย หุๆๆ ชอบครับชอบ กลับมาถึงกรุงเทพฯในวันที่ 26 ธ.ค. ชีพจรยังลงเท้าไม่เลิก แต่คราวนี้ไปไม่ไกลมาก ไปอัมพวามาครับ ไปกับพี่เมย์กับไอ้โบ โห่ๆ ประทับใจมาก ถือเป็นการชาร์ตแบตตัวเองอย่างเต็มที่ เรียกว่าพักผ่อนอย่างแท้จริง เพราะทั้งทริปมีแต่กิน ดื่ม นอน และช็อป โห่ๆๆ ตอนแรกเกือบแย่เหมือนกันครับ เพราะที่พักที่หามาทางเน็ตเต็มหมดครับ โชคดีที่ได้พี่ยะ เพื่อนของพี่ปอนด์อีกทีเป็นคนช่วยจองให้ บรรยากาศที่นี่ถือว่าโอเคครับ ไม่ถือว่าเลวร้ายในแง่ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ หลังจากเข้าที่พักซึ่งพี่ยะพาไปทางลัดมากกกกก ที่พักของเราอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองครับ เก็บข้าวของเสร็จเราก็เดินไปชมอุทยาน ร.2 และตลาดน้ำ ถือว่าเป็นตลาดน้ำที่ประทับใจผมมากๆ หลังจากที่เคยไปมา 2 ที่ก่อนหน้านี้ (ที่แรกตลาดบางน้ำผึ้งและที่ที่สองตลาดดอนหวาย) คนเดินกันขวักไขว่ยั้วเยี้ยไปหมด หลังจากฝ่าฝูงชนจนมาหย่อนก้นที่ร้านอาหารเพื่อกินข้าวเย็น ก็ลงเรือไปดูหิ่งห้อย ขอบอกนิดนึงครับว่า ก่อนหน้าที่เคยมีพี่ที่รู้จักกันมาเที่ยวที่นี่แล้วฟันธงว่า หิ่งห้อยที่เห็นเป็นหลอดไฟติดชัวร์ แต่หลังจากที่เห็นด้วยตาของตัวแล้วประกอบกับการคิดเอาเองว่า ถ้าลงทุนเอาไฟมาติดก็คงไม่คุ้ม และการกระพริบแสงก็ดูไม่เป็นจังหวะแบบที่หลอดไฟควรจะเป็น ก็เลยฟันธงเอาบ้างว่า น่าจะของจริงครับ พาลให้คิดไปว่าถ้่ามีหิ่งห้อยเยอะๆ มันคงสวยเนาะ กลับมาจากดูสารพัดห้อยแล้ว ก็เดินช็อปโน่นนี่นั่นแล้วกลับมาดวดเบียร์ที่บ้านพักต่อ ตอนแรกนึกว่าจะมีคนพร่ำเพ้อ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใคร... หลับกันสบายตื่นมาตอนเช้าเพื่อใส่บาตรพระที่พายเรือมารับบาตร (ที่พี่เมย์ถามว่า พระจะพายกระโดดข้ามทุ่นหน้าบ้านมาได้ไงนั่นแหละ) จากนั้นก็กินข้าวต้นและวุ้นเป็ดเป็นมื้อเช้า แล้วก็เข้าไปนอนต่อ...(ขอพักเดี๋ยว) ตื่นมาอีกที 10 โมงก่าๆ ก็ไปไหว้พระที่วัดบางกุ้งและชมโบสถ์ปรกโพธิ์ จากนั้นก็ไปเดินตลาดน้ำกันต่อ สิ่งนึงที่ประทับใจที่นี่คือบุคลิกของคนที่นี่ใจดีมากคับ เป็นมิตรสุดๆ โดยเฉพาะร้านที่ไปแวะซื้อโมบายมาฝากใครคนนั้น แม่ค้าคนขายใจดีมาก แถมพูดเก่งด้วย อ้อ เดินตลาดรอบนี้มาเจอพี่ยะด้วยครับ นั่งคุยกับพี่ถึงเรื่องโครงการที่จะทำร่วมกัน สถานที่ ผู้คน ไปจนถึงชีวิตในปัจจุบัน นับถือพี่เลยครับ จุดยืนแน่นมากๆ ยิ่งมาเทียบกับคนที่กำลังค้นหาจุดยืนอย่างเราแล้ว ต้องขอคารวะให้จอกใหญ่ๆ 1 จอกเลยครับ พิมพ์มาก็เยอะเริ่มจะหมดมุกละ เมื่อยแล้วด้วย ไว้พรุ่งนี้จะมีอะไรมาพร่ำเพ้ออีก คืนนี้ไปนอนดีก่า... December 15 แล้วอีกหนึ่งปีก็จะผ่านไป ขณะนี้เดือนธันวาคมแล้ว ลมหนาวกำลังผ่านเข้าขวบปีที่ 20 กว่าๆของชีวิตไปแล้ว (20เท่าไหร่ไปคำนวณกันเอาเองนะ) แต่กลับรู้สึกไม่มั่นคงและไม่มั่นใจในชีวิตราวกับเป็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งผ่านวัย10กว่ามาหมาดๆ ที่มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับร่างกายจนสับสนและรับมือไม่ถูก แต่ข้อแตกต่างของคราวนี้กับคราวโน้นมันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในจิตใจมากกว่า... บางอารมณ์รู้สึกว่า อายุก้าวเข้ามาปูนนี้แล้ว แต่ทำไมชีวิตยังดูไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเลย บางเวลาถึงกับเกลียดตัวเองก็มี แม้ว่าจะมีบางคนบอกว่า จะคิดมากกันไปไหน ทำไมดูเครียดจัง แต่ความคิดเดิมๆที่ว่านี้ก็ยังอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันแน่ ดูเหมือนไร้แรงขับดันชีวิต ไม่รู้ไม่แน่ใจว่าจะเดินไปทางไหน ทำไปทำไม ฟังแล้วก็ตลกปนสมเพชตัวเองแต่มันเป็นตลกร้ายที่เคยนั่งหัวเราะทั้งน้ำตามาแล้ว เคยบ่นเรื่องนี้กับเพื่อนคนนึง แล้วโดนมันตบกะโหลกด้วยความรักบวกกับความหมั่นไส้ว่า ทำไมถึงชอบคิดแบกโลกทั้งใบไว้กับตัวเองวะ นั่นดิ ตอบไม่ถูกเหมือนกัน เคยคิดว่าตัวเองโรคจิตและต้องไปพบจิตแพทย์หรือเปล่าวะ ตอนบวชก็พยายามนั่งคิดตรึกตรองและได้รับสั่งสอนมาว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า การมานั่งคิดกังวลบางครั้งก็เป็นบาป หากเราคิดว่าเรานั่งฆ่าเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นสาระขึ้นมา ดังนั้น หากเรายังไม่รู้ว่าเราควรทำอะไร ก็คิดเอาเรื่องใกล้ตัวมาทำเสียก่อน ทำเรื่องใกล้ตัวในสิ่งที่เป็นประโยชน์ น่าจะดีกว่ากังวลฟุ้งซ่านในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น บอกตามตรงครับ พยายามคิดมานาน แต่สลัดไอ้ความคิดบ้าๆนี่ไม่ออกสักที ทุกวันนี้พยายามหานั่นหานี่มาทำ เพื่อให้มันหลุดจากวงจรอุบาทว์นี้สักที ก็ได้แต่หวังว่าจะมีอะไรที่ดีขึ้น เคยสงสัยเหมือนกันว่าที่เป็นแบบนี้เพราะเอาตัวเองมานั่งเปรียบเทียบกับชาวบ้านหรือเปล่า อืม...เป็นไปได้เหมือนกัน หันไปเจอคนโน้นคนนี้ประสบความสำเร็จ บอกตามตรงอิจฉาครับ พยายามเอาตรงนั้นมาเป็นไฟให้ตัวเองให้มากที่สุด เผื่ออะไรๆจะดีขึ้น ผมก็หวังว่าปีใหม่ๆจะมาพร้อมกับความคิดและไฟใหม่ๆให้ตัวเองสักทีนะ สาธุ ป.ล. ดูบอลเมื่อวันก่อน ลิเวอร์พูลเล่นแบบให้ความหวัง(ลมๆแล้งๆ)กับแฟนๆอีกแล้ว โดนนำ 2-0 แต่ตีเสมอได้ภายใน 10นาที แม่เจ้า สุดท้าย เสมอเหมือนเดิม ห่วย!!! November 30 ขอให้โลกสงบสุขกันดีไหม..แล้วจะได้ไปเที่ยวทะเลด้วยกัน เมื่อ2-3วันก่อนได้ฟังเพลง "ท่านผู้ชม" ซิงเกิ้ลใหม่ของบอดี้สแลม ด้วยเนื้อหาที่โดนใจทำให้หลงรักเพลงนี้ไปโดยปริยาย ฟังแล้วทำให้หวนนึกถึงช่วงที่ทำงานอยู่ คนอ. ที่ผมมักจะบ่นอยู่เสมอๆว่า จะทำอะไรสักอย่างจะให้มันถูกใจไปซะทุกคนมันทำไม่ได้หรอก ดังนั้น ใครจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ แค่คิดให้ดีก่อนทำก็แล้วกัน จะได้ไม่เสียใจทีหลัง ยังไงซะผมก็ให้เครดิตคนทำอยู่แล้วล่ะ หลังจากนั้นไม่กี่ชม. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ออกมาแถลงข้อสรุปของคณะกรรมการ...อะไรสักอย่างที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบในตอนนี้ โดยมีหลายๆฝ่ายร่วมกัน รวมไปถึงนักวิชาการด้วย พล.อ.อนุพงษ์แถลงว่า มีมติเห็นควรให้นายกฯยุบสภาเพื่อล้างไพ่ใหม่ จากนั้นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทั้งที่บอกว่าท่านควรออกมาใช้กำลังปฎิวัติรัฐประหารและใช้กำลังปราบปรามกลุ่มคนที่ทำความเดือดร้อนให้บ้านเมืองไม่มห้อยู่เหนือกฎหมายเช่นประชาชนคนอื่นๆ พาลให้ผมคิดไปถึงเพลงนั้นของบอดี้สแลมว่า ทำยังไงก็คงไม่พอใจคนไทยทั้ง60กว่าล้านคนหรอก แต่ก็อยากให้กำลังใจท่านว่า ท่านทำดีที่สุดแล้วล่ะครับ แค่ท่านไม่ยกกำลังออกมาปฏิวัติรัฐประหารก็ดีสำหรับผมแล้วล่ะครับ อย่าออกมาให้เปลืองตัวเลยครับ ไม่รู้เหมือนกันว่า ตอนนี้บ้านเมืองนี้เป็นอะไรกันไปหมดแล้ว คุยกันดีๆไม่ได้หรืออย่างไร เอะอะก็ต้องใช้กำลังกัน ผมว่าถอยกันคนละก้าวดีไหมครับ สำหรับคนกลางๆสีเทาๆอย่างผม ผมว่าทางออกของปัญหาคือการมานั่งคุยกันอย่างเปิดอกน่าจะดีที่สุด ผมไม่เชื่อว่าการลาออกหรือยุบสภาของนายกฯจะช่วยแก้ปัญหาได้ สมมติว่านายกฯทำอย่างที่ขอจริงๆแล้วได้รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนนเสียงข้างมากและได้จัดตั้งรัฐบาลอีก ผมว่ารูปแบบเหตุการณ์ก็กลับมาเหมือนเดิมอยู่ดี ผมว่าตอนนี้ดูเหมือนพันธมิตรฯไร้จุดยืนของตัวเองไปแ้ล้ว ออกจะทำตัวเหมือนเด็กมีปัญหาไม่ได้ดั่งใจแล้วก็ออกมากระโดดเร่าๆเรียกร้องความสนใจด้วยการยึดปิดสนามบินเสียอย่างนั้น ผมว่างานนี้พันธมิตรเสียรังวัดไปเยอะเหมือนกันนะครับ เพราะประชาชนส่วนมากไม่ได้เห็นด้วยเหมือนที่เคยเป็นมา จากคนที่รู้สึกเฉยๆก็เริ่มกลายเป็นรู้สึกแย่มากขึ้น ยิ่งแกนนำออกมาให้สัมภาษณ์ในแนวว่า ไม่เจรจา ถ้าไม่ลาออก และถ้าจะสลายการชุมนุมก็พากำลังตำรวจมาเลย ผมว่าแบบนี้ยิ่งจะพาสถานการณ์เลวร้ายลงไปใหญ่ เมื่อวานได้ดูไทยพีบีเอส เขามีสัมภาษณ์นักยุทธศาสตร์สันติวิธีหลายๆคน ผมว่าวิธีพวกเขาน่าสนใจทีเดียว อย่างเรื่องการปลดอาวุธทั้งสองฝ่ายแล้วดำเนินการแบบมือเปล่า จับได้ก็จับไป หรือการบิณฑบาตอาวุธน่าจะช่วยยับยั้งความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจนนำไปสู่ความสูญเสียได้ จะอย่างไรก็ตาม ผมว่าคนไทยยังไม่ถึงภาวะที่จะต้องฟาดฟันกันอย่างรุนแรงซึ่งมันไม่จำเป็นเลย (แม้ว่าผมจะรู้สึกว่า กว่าที่คนไทยจะรู้สำนึกถึงความสำคัญของประชาธิปไตย สิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพ ตลอดจนจะหนักถึงการดำเนินการต่างๆที่ถูกต้องเหมาะสมในวิถีประชาธิปไตย จะต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและความเสียสละอันใหญ่หลวงอย่างที่ประเทศอื่นๆได้ผ่านมรสุมเหล่านั้นมา มากกว่าที่จะโดนจับยัดใส่มือแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็ตาม) ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยกันได้ เจรจาตกลงกันได้ โดยไม่ต้องถือไม้ไล่ตีหรือคุ้มครองตัวเองด้วยปืน ตอนนี้ผมก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์ต่างๆจะคลี่คลายไปในทางที่ดี แค่ถอยคนละก้าวมันไม่ได้มากมายอะไร มิหนำซ้ำยังจะได้ใจของประชาชนด้วยซ้ำ (ผมว่างานนี้คนชนะคือคนที่ยอมถอยก่อนนะ) นี่ก็ใกล้ปีใหม่แล้ว บรรยากาศจะได้ดีๆ มีคนมาเที่ยวกันเยอะๆ ให้มันสวนกระแสเศรษฐกิจโลกกันไปเลย 555 ว่าแต่สัปดาห์หน้า ผมจะไปเที่ยวทะเลแล้วล่ะ โห่ๆๆ November 20 ภูกระดึงรอบสองเสร็จสิ้นไปอีกหนึ่งทริปกับภูกระดึง หลังจากที่ได้วางแผนกับเพื่อนๆก๊วนเดียวกันที่มหาลัยมา 2 ปีกว่าว่าจะพากันไปให้ได้ คราวนี้มีสมาชิก 10 คนถ้วนประกอบไปด้วยผม เต้ แค้มป์ ดา จุ๊ ฝน หนึ่ง ตี่ เติ้ล และไอ้โก้...น้องชายสุดที่รัก สำหรับผมเอง ทริปนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่จะได้ไปเยือนภูกระดึงหลังจากที่เคยไปมาแล้วกับเพื่อนที่ทำงาน (และใครคนนั้นที่ใครคนนี้คิดถึงอยู่บ่อยๆ :P) ก็เลยไม่กังวลอะไรมาก เรื่องความลำบากก็รู้ดีอยู่แล้ว ก่อนไปคราวนี้พยายามฟิตร่างกายในระดับนึง แต่ก็ยอมรับว่าน้อยกว่าคราวที่แล้วอ่ะนะ เริ่มต้นทริปนี้ที่บิ๊กซีสะพานควาย เพื่อแวะกินข้าวเย็นเอาแรง ก่อนจะพากันไปอาบน้ำเตรียมตัวกันก่อนไปขึ้นรถที่หมอชิต ตอน4ทุ่มครึ่ง ไปถึงที่นั่นก็ต้องประหลาดใจเล็กน้อยที่มีเพื่อนร่วมมหาลัยขึ้นรถเที่ยวเดียวกันไปเที่ยวภูกระดึงด้วยกันอีก 10 กว่าคน เป็นก๊วนจ๊ะจ๋าและสาวๆ หอเพชรฯ 5 เลยได้เพื่อนร่วมทริปแบบไม่ได้นัดกันเพิ่มขึ้นมาอีกครึ่งคันรถ นั่งๆนอนๆบนรถทัวร์ให้มันพาเราไปจนถึงผานกเค้าประมาณ 6 โมงเช้า จากนั้นก็ลงรถไปล้างหน้าลาตาจัดการธุระส่วนตัวกันที่ร้านเจ๊กิม ก่อนจับรถสองแถวไปที่ทำการอุทยานบริเวณเชิงเขาเพื่อกินข้าวและจ้างลูกหาบ หลังจากที่เติมพลังกันเสร็จแล้ว พวกเราก็เริ่มเดินขึ้นภูที่เวลา 9โมงครึ่ง ระหว่างทางก็เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ เดินมาจนเริ่มปวดขา อ้าว เพิ่งถึงซำแฮกเอง นี่เดินมาจนเมื่อยเพิ่งมาได้โลเดียวเอง หลายคนเริ่มบ่นกัน และมีขาสั่นกันบ้าง จนต้องปลอบว่า เอาน่า ช่วงนี้เดินไปเรื่อยๆ ทางไม่ชันเท่าเมื้อกี้แล้วล่ะ พักกันหายเหนื่อยก็เริ่มออกเดินกันต่อ แล้วทุกคนก็รู้ว่าผมโกหก เพราะทางมันก็ชันเหมือนเดิมนั่นแหละ เดินกันไปเรื่อย คนโน้นคนนี้ก็เริ่มขาสั่น จุ๊เริ่มหันมาเดินสามขาเพราะถือไม้เท้าด้วย ฝนกับดาเริ่มพักถี่ขึ้น และมีเสียงถามหายาดม+ลูกอมดังมาให้ได้ยินบ้างเป็นระยะๆ และแล้วพวกเราก็หอบสังขารที่ไม่แข็งแรงมาถึงซำกกโดนจนได้ ตรงนี้พวกเราได้แวะพักกันนานหน่อยเพราะเที่ยงพอดี และได้ยินข่าวว่า ต้องเปลี่ยนเส้นทางเดิน เพราะซำแคร่..ทางขึ้นปกติมีดินถล่ม ต้องเดินอ้อมไปขึ้นอีกทาง ครั้งแรกที่ได้ยิน ยอมรับเลยครับว่าตืื่่นเต้นปนระแวง เพราะเส้นทางซำแคร่ก็ว่าชันอยู่แล้ว ทางใหม่ที่ว่าน่าจะชันและเดินลำบากกว่า แต่ไม่กล้าคิดดังไป กลัวเพื่อนๆจะยิ่งท้อกันไปใหญ่ แต่สำหรับผม ตื่นเต้นมากครับ ได้เดินทางใหม่ที่ไม่ซ้ำ ถือว่าน่าสนุกและท้าทายดี กินข้าวเที่ยงเสร็จเราก็เดินกันต่อ แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิด ที่สำคัญ ทางเปียกและแฉะมากด้วยทำให้เดินลำบากกว่าเดิมเข้าำไปอีก แต่พวกเราก็ก้มหน้าก้มตาเดิน..เดิน..เดิน..ปีน..เอ้าๆ ระวังลื่น..อีกนิดเดียว..เออ อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว..แมร่ง ไหนนิดเดียวของมึงวะ..ยังไม่ถึงอีกเรอะ..พ้นโค้งนี้ก็ถึงแล้ว..นี่ไงขึ้นบันไดนี่ไปก็ใกล้ถึงแล้ว..ไมบันไดมันชันนักวะ..กูว่าถ้าเค้าสร้างกระเช้าขึ้นมาก็ดีเนอะ (เริ่มฟุ้งซ่านละ)..ถ้ากูจ้างลูกหาบแบกกูขึ้นไปนี่เค้าคิดเท่าไหร่วะ..เฮ้ย นีไงถึงแล้วขึ้นไปปุ๊บถึงเลย..เย้ หลังแปแล้ว มาถึงหลังแปตอนบ่ายโมงกว่า นั่งพักกันแป๊บนึงก่อนเดินกันต่อไปยังที่ทำการอุทยาน ช่วงนี้ดา+จุ๊เริ่มออกแววทิ้งท้าย และแล้วพวกเราก็มาถึงที่ทำการฯตอน3โมงกว่าๆ นั่งรอสัมภาระพร้อมกับกินขนมปังเติมพลังกันก่อนพากันเข้าไปพักในที่พัก บ้านพักที่จองได้รอบนี้อยู่ไกลมากครับ อยู่ตรงบริเวณใกล้ๆกับจุดเริ่มต้นเดินเข้าไปชมน้ำตก หายเหนื่อยกันแล้วก็ไปดูพระอาทิตย์ตกกันที่ผาหมากดูก ตื่นเช้ามาในวันที่สองตั้งแต่ตีสี่ ไอ้เต้ตื่นมาเป็นคนแรกเพื่อรับหน้าที่ปลุกคนอื่นๆต่อเพื่อให้ทันไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานพาเดินไปที่นั่น คราวที่แล้วที่มาโชคไม่ดีเพราะไม่ได้เห็นไข่มะตูมโผล่ขึ้นที่ริมขอบฟ้า คราวนี้ก็นึกว่าจะไม่ได้เห็นอีกรอบ เพราะเมฆเยอะมาก แต่สุดท้ายไข่มะตูมก็ค่อยๆโผล่มาทีละนิด..ละนิด..จนโผล่มาจนหมด บอกได้คำเดียวว่า คุ้มกับที่รอคอยและตื่นมาแต่เช้าครับ กลับจากลานพระศรีที่แค้มป์อยากไปผูกกระดิ่งมากกกก ก็พากันไปกินข้าวเช้า แวะรับข้าวกล่องที่สั่งไว้เป็นมื้อเที่ยง ก็เริ่มเดินทางไปดูน้ำตกต่างๆในป่าดิบ มาคราวนี้โชคดีที่น้ำตกมีน้ำครับ เพราะฝนเพิ่งตกไปเมื่อสัปดาห์ก่อน แถมอากาศก็ไม่ร้อนมากด้วย เดินกันได้สบายๆ แต่มีเรื่องมาให้ตกใจเล็กน้อย เมื่อแวะพักกินข้าวแล้วไอ้โก้รู้ว่าโดนทากกัด จากนั้นทุกคนก็พารานอยด์กันหมด หยิบเอายากันทากมาฉีดกันเป็นการใหญ่ จุดสุดท้ายของวันนี้ก็คือการดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก แต่การเดินทางไปที่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เดินกันจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีก ยิ่งสามสาวเอกจีนนี่ รั้งท้ายตลอด โดยเฉพาะฝน หมดสภาพเลยครับ รองเท้าก็ขาดต้องใช้หนังยางรัดกันเลยทีเดียว อ้อ ถึงตอนนี้ 3คนนี่มีอาวุธประจำกายเป็นไม้เท้าเรียบร้อยแล้ว กว่าจะลากสังขารมาถึงผาหล่มสักได้ก็ปาไป4โมงกว่าๆ ในฐานะที่เคยมาแล้ว บอกได้ว่า มาดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ยังสวยและโรแมนติกเหมือนเดิมครับ ยิ่งตอนพระอาทิตย์ตกแล้วฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสีนี่ สุดยอดจริงๆ พอพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ก็ถึงคราวทรมานกันอีกรอบ เพราะต้องเดินกลับจากผาหล่มสักมายังที่ทำการอุทยานระยะทาง 10 กิโล แต่พวกเราก็สามารถเดินฝ่าความมืดและลมหนาวมาถึงจนได้ในเวลา 3 ชม. (อุแม่เจ้า) แถมยังมีเรื่องตื่นเต้นด้วยว่า ช้างป่าเข้ามาใกล้บริเวณที่พักมาก จนท.กลัวว่ามันจะเข้ามาทำร้ายนักท่องเที่ยวเลยออกมาไล่ แถมบ้านเราก็อยู่ใกล้โซนอันตรายมาก เลยต้องมาเดินพากลับ โห่ ตื่นเต้นทีเดียว วันที่ 3 ตื่นมาแต่เช้าเพื่อเอาเป้มาจ้างลูกหาบแบกลง พร้อมกับม่านหมอกที่แสนสวยงามและโรแมนติกโคตรๆ จากนั้นก็พากันไปกินข้าวเช้า กลับไปพักที่ที่พัก ก่อนเดินลงจากภูตามเส้นทางเดิมตอน10โมงครึ่ง และลงมาถึงข้างล่างตอน...เหอๆ 4โมงเย็น (อุแม่เจ้ารอบ2) ด้วยความทุกลักทุึเล (ขนาดไหนถามสามสาวเอกจีนเอาเองละกัน) มาทริปคราวนี้ ผมได้รับประสบการณ์ที่ต่างไปจากคราวที่แล้ว แต่ก็รู้สึกดีและประทับใจในหลายๆอย่าง โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่ผมดูออกว่า ทุกคนกลัวว่าผมจะน้อยใจ+เสียใจ เพราะว่าพวกมันบ่นกันเหลือเกิน แต่ทุกคนก็พยายามกันอย่างเต็มที่ ผมก็ได้แต่หวังว่า เพื่อนๆจะรู้สึกประทับใจเช่นเดียวกับผม... แต่คราวหน้า เราจะไปทะเลกันใช่ป่ะ?... October 27 แนวคิด "โง่บัดซบสิ้นดี"เมื่อวานนี้ผมเดินไปไปซื้อราดหน้าที่หน้าหมู่บ้าน ระหว่างเดินกลับก็มีคุณหมาตัวนึงเดินผ่านหน้าไป เป็นหมาขนสวยเชียวครับ คิดเอาเองว่าน่าจะเป็นพันธุ์ลาบราดอร์ มันเดินข้ามถนนไป...ตรงไปหาเด็กชายคนหนึ่ง พอเด็กคนนั้นเห็นคุณหมาเข้าก็ยืนนิ่งเลยครับ นิ่งแบบนิ่งจิงๆ จนผมนึกว่าน้องเค้าจะร้องไห้ซะแล้ว คุณหมาก็ดมน้องเค้าไปทั่วเลยคับ ดม...ดม...ดมอยู่เกือบนาทีคับ แล้วมันก็เดินจากไป น้องเค้าก็ทำหน้างงแล้วก็เดินต่อไป ผมก็เลยสงสัยว่า น้องเค้ารู้ได้ไงว่า เวลาเจอหมา ห้ามวิ่ง ให้อยู่เฉยๆ สงสัยน้องเค้าคงจะรู้ได้จากประสบการณ์ฺที่ผ่านมาว่า ถ้าไม่วิ่ง หมาจะไม่กัด ผมเชื่ออยู่เสมอคนเราต้องเติบโตได้ด้วยความผิดพลาด และนำประสบการณ์ที่ได้จากความผิดพลาดนั้นไปใช้สรรค์สร้างอนาคตที่ดีที่รออยู่ข้างหน้า แต่ดูเหมือนสิ่งที่ผมเผชิญอยู่จะไม่ได้เป็นแบบนั้นสักเท่าไร ผมไม่ค่อยเข้าใจเลยว่า เหตุใดเวลาที่คนคนหนึี่่งเติบโตขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่ใหญ่โตสูงล้ำ มักพยายามบอกคนอื่นว่า ตัวเองไม่เคยผิดพลาด และถึงแม้ผิดพลาด ก็มักจะปกปิดไว้ไม่ให้คนอื่นรู้ จนกระทั่งมันกลายเป็นปัญหาขึ้นมาประจักษ์แก่สายตาชาวบ้าน แต่ถึงกระนั้น บางคนก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดีว่า นั่นเป็นความผิดของตน แม้ว่าจะมีหลักฐานบ่งชี้ชัดอยู่ทนโท่ก็ตาม ผมเคยพยายามเค้นหาเหตุผลในสมองที่ไม่ค่อยมีรอยหยักสักเท่าไหร่เกี่ยวกับข้อสงสัยข้างบนนี้ และผมก็บอกกับตัวเองได้ 2 อย่าง 1.พวกเขาเหล่านั้นมักใช้ชีวิตอยู่บนคำว่า "มาด" และ "เครดิต" ซึ่งแปลความได้อีกอย่างว่า ความน่าเชื่อถือ 2.พวกเขาเหล่านั้นยอมรับไม่ได้กับความผิดพลาดที่ตัวเองก่อขึ้น ซึ่งมันกระทบต่อข้อแรกที่เขามีหรือที่คนอื่นมองหรือเข้าใจว่าเขาเป็น ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า การใช้ชีวิตแบบนี้มันถูกต้องหรือไม่ และก็คงไม่มีใครตัดสินได้ เพียงแต่ผมรู้สึกไม่ชอบใจกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่า การออกมาพูดคุยกันอย่างเปิดอกเป็นเรื่องที่ดีกว่าเก็บมันไว้ในใจแล้วก็ไม่เคลียร์กันสักที เมื่อไม่มีการเคลียร์ปัญหาที่คาใจกันอยู่ แต่ยังต้องทำงานร่วมกัน ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่า สภาพและบรรยากาศในการทำงานนั้นจะเป็นอย่างไร สงสัยคงเป็นเหมือนที่ คนอ. รุ่นผมเคยเป็นอยู่พักใหญ่ๆแหงๆ ผมเพิ่งผ่านประสบการณ์การต่อสู้ "แปลกๆ" ในที่ทำงาน เป็นการต่อสู้ที่ทำด้วยตัวเองและเพื่อตัวเอง ซึ่งผมวาดหวังว่า มันอาจช่วยให้อะไรๆดีขึ้นในกลุ่มคนหมู่มาก แต่ปรากฏว่า ทุกอย่างกลับจบอยู่้ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆกับคนไม่กี่คน วินาทีที่รู้ความจริงบางอย่าง ผมรู้สึกแปลกๆกับตัวเอง ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี บางครั้งสามัญสำนึกก็บอกว่า เหนื่อย บางครั้งก็บอกว่าเศร้าและอยากร้องไห้ บางครั้งก็บอกว่า โกรธ บางครั้งก็ตั้งคำถาม... แต่สุดท้าย ผมว่าทุกอย่างก็วกกลับมาหาตัวผมเองนั่นแหละ... ผมรู้สึกเหนื่อย เพราะดูเหมือนว่าผมกลายเป็นตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่ง แต่บางทีก็ดูเหมือนไม่ใช่ เพราะอย่างที่บอก ผมทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพื่อตัวเอง เพียงเพราะหวังว่า คนอื่นจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน ผมแค่ทำในสิ่งที่คิดและรู้สึกว่าสิ่งนั้นสามารถตอบคำถามที่ผมมีอยู่ในใจได้ ผมรู้สึกเศร้าและอยากร้องไห้ เพราะสิ่งที่ผมหวังมันไม่ได้ดังใจหวัง ไม่ได้เป็นในแบบที่ผมอยากให้มันเป็น และแน่นอนว่า ผมเสียใจที่ถูกหลอก... ผมรู้สึกโกรธที่ตัวเองเป็นคนประนีประนอมมากเกินไป เกรงใจมากเกินไป และเข้าใจอะไรง่ายๆมากเกินไป ผมตั้งคำถามมากมายกับตัวเองหลังผ่านช่วงเวลาที่ไม่น่าอภิรมย์นั้นมา... อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป... ผมจบแล้วจริงๆหรอ... ใครจะคิดอย่างไรกับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป... ... แล้วสุดท้ายผมก็ไม่สามารถหาคำตอบอะไรที่เป็นสาระได้ นอกจากสิ่งที่ผมคิดได้เองในหัวสมองน้อยๆของผม และผมก็มานั่งโทษแนวคิดที่ผมมองว่ามัน "โง่บัดซบสิ้นดี" แบบนี้ ใครกันหนอเป็นคนบอกว่า คนที่ขึ้นสูงแล้วทำพลาดไม่ได้ ผมอยากจะบอกคนๆนั้นจริงๆเลยว่า คุณก้าวพลาดจนตกลงมาได้ เพียงแต่มันอาจจะเจ็บมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง และสิ่งที่เขาควรสนใจคือ ตัวเขาเองได้รับอะไรจากการตกลงมาครั้งนั้น มากกว่า การมานั่งมองว่า คนอื่นจะรู้สึกอย่างไรมากกว่าเสียอีก ผมอาจจะโตมากับครอบครัวที่ไม่ดีนัก แต่สิ่งที่คนในครอบครัวผมมักจะมีให้กันคือ คำปลอบใจ เพราะพวกเรารู้ดีว่า คนเรามันพลาดกันได้ และผมชอบความรู้สึกและบรรยากาศในการนั่งคุยกันเพื่อให้กำลังใจกันมากกว่า เพราะว่ามันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่พร้อมจะให้อภัยและต้องการที่จะรับฟังในฐานะผู้ฟังที่ดีเสมอ... ตอนนี้ผมได้รู้อะไรหลายๆอย่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่นึกเสียใจกับมัน (ยกเว้นความผิดพลาดที่เกิดจากการเป็นคนประนีประนอมและยอมคิดเข้าใจอะไรง่ายเกินไป ซึ่งผมยังโกรธตัวเองอยู่เลย) ก็ได้แต่หวังว่า ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี อ้อ เรื่องที่ผมรถล้มน่ะ ไม่เปนไรมากนะครับ สบายดี มันเกิดขึ้นเพราะตัวผมเองที่ตกใจเกินไปจนประคองสติไม่อยู่ ไม่ได้เกิดเพราะใครหรอกคับ ผมกล้ายืนยัน (อ้อ ไม่ได้เป็นเพราะเบญจเพสด้วย เพราะผมเคยรถล้มตอนก่อนเบญจเพสมาแล้ว 555) ว่าแต่ ถ้าใครมีเพลงของคาราบาวที่ร้องว่า "โกหกนั้นตายตกนรก โกหกนั้นตายตกนรก..." ช่วยส่งมาให้หน่อยนะครับ ต้องการด่วนมาก!!! October 14 ประสบการณ์สยองที่ตึกมหิตฯ สองสัปดาห์ที่แล้วได้ทราบข่าวร้ายของคนรู้จักคนหนึ่ง
พอผมขึ้นไปถึงห้องพักประจำบนชั้น 3 เจอป้าเนียนหัวหน้าแม่บ้านถามว่า
"คุณวีรู้เรื่องแอนแล้วใช่ไหมคับ" "ทำไมหรือคับ" "...เค้าแขวนคอตายค่ะ ลงหนังสือพิมพ์ผู้จัดการด้วย" "หรอคับ" ทำหน้าอึ้งไปนิดนึง จากนั้นก็ถามสาเหตุที่ต้องฆ่าตัวตายแล้วก็เรื่องงานศพนิดหน่อย คุณแอนเป็นรปภ.ของจุฬาฯที่ทำงานที่ตึกมหิตที่ผมทำ งานอยู่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ครับ เป็นผู้หญิงนิสัยดี มักช่วยเหลือผมในหลายๆโอกาส และมักทักทายกันอยู่เป็นประจำ ผมมักเจอเธอนั่งถักนิตติ้งอยู่เสมอๆอยู่บนห้องชั้น 3 หรือหน้าทางขึ้นลิฟต์เจ้าหน้าที่ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้สึกเศร้าและเสียใจพอสมควร และยังนึกอุทิศส่วนกุศลไปให้ ขอให้คุณแอนได้พบชีวิตที่ดีกว่านี้ เมื่อกลับมาที่ตึกยังเล่าให้พี่หนุ่มและเพื่อนที่ออฟฟิศฟังเลย สัปดาห์ต่อมา ผมไปทำงานตามปกติ ขี่มอเตอร์ไซค์คันเดิมมาจอดหน้าตึกมหิต แบกกล่องเดินมา แต่แล้วผมต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อมองไปยังโต๊ะรปภ.ตัวที่คุณแอนมักนั่งถักนิ ตติ้งหรืออ่านหนังสืออยู่เสมอๆ เพราะผมยังเห็นเธอนั่งอยู่ที่เดิม ผมรู้สึกถึงความเย็นยะเยียบที่ผุดขึ้นมาบนฝ่ามือแล้วเริ่มแผ่ไปทั่วร่างกาย ผมก้มมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง 8.10 น.แล้ว หรือว่าวิญญาณของเธอยังคงจำในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันได้ และวันนี้เธอได้ปรากฏกายให้เห็น หรือเป็นเพราะเธอมาทวงกุศลกรรมของผมที่เคยนึกไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนแต่ยังไม่ ได้ทำบุญให้ ผมพยายามตั้งสติและไม่คิดอะไรฟุ้งซ่าน อย่าคิดมากน่า นี่กลางวันแล้วคงไม่เป็นไรมากหรอก ผมพยายามบอกตัวเองเพื่อข่มความกลัวที่ผุดขึ้นในจิตใจ แม้ว่าตัวเองจะหน้าซีดขาวและเย็นเฉียบไปแล้วก็ตาม ผมกลั้นใจเดินหน้าต่อไปยังทางขึ้นลิฟต์เจ้าหน้าที่ พยายามไม่มองไปยังร่างที่นั่งอยู่บนโต๊ะตัวนั้น "อ้าว คุณวี สวัสดีค่ะ วันนี้มาเช้าจังนะคะ" ผมสะดุ้งนิดนึงด้วยความตกใจ แต่ยังไม่ลืมทักทายกลับไปเมื่อเช่นที่ผมเคยทำตามปกติ "สวัสดีคับคุณแอน แหะๆๆ" ผมขึ้นลิฟต์มายังชั้น 3 พร้อมความรู้สึกปวดหน่วงในช่องท้อง ใบหน้าที่ซีดขาวคงดูโดดเด่นสำหรับป้าเนียนที่เห็นผมก้าวเข้าไปในห้อง "อ้าว หวัดดีค่ะคุณวี เป็นอะไรคะ ไม่สบายหรือป่าว หน้าซีดเชียว" ผมเกิดความรู้สึกสับสนว่าควรเล่าเรื่องที่เพิ่งประสบมาให้ป้าเนียนรู้ดีหรือ ไม่ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีใครเคยเจอเหมือนผมหรือเปล่า ใจหนึ่งผมก็อยากถามให้แน่ใจ แต่ก็กลัวว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้ป้าเนียนซึ่งสนิทสนมกับคุณแอนมากจนคล้ายว่า เป็นญาติกันจะรู้สึกแย่ไปด้วยหรือเปล่า สุดท้ายผมตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าต้องถามให้ได้ อย่างน้อยก็เพื่อคุณแอนเอง "ป้าเนียนคับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ป้าเนียนบอกว่ามีรปภ.ผูกคอตายที่บ้านพัก นั่นใครหรอคับ" ป้าเนียนมองหน้าผมด้วยความฉงนซึ่งไม่รู้ว่าเกิดจากความสงสัยเรื่องที่ผมหน้าซีดหรือเรื่องมึงจะถามทำไมกันแน่ ก่อนจะตอบผมว่า "อ๋อ ก็..แฟน..คุณแอนยังไงคะ ทำไมหรอคะ มีอะไรหรือป่าว" ... ... ... ตกลงนี่ กูกลัวอะไรวะเนี่ย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 1)การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจทำให้เกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติได้ 2)เวลาไอ้วีมันเล่าอะไรเกี่ยวกับผีก็อย่าไปเชื่อมันมาก มันไม่ค่อยมีเซ้นส์เรื่องนี้หรอก คอนเฟิร์มได้ ดังนั้น 90% ของเรื่องผีที่มันเล่ามักไม่จริง ป.ล. แต่กูคอนเฟิร์มว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆนะเว้ย ตอนเดินผ่านเค้ากูยังขนลุกอยู่เลย สงสัยแอร์จะหนาว 555 สาธุค้าบ October 09 รักแห่งสยาม...รูปแบบของความรู้สึกดีๆที่มีให้กันแปลกแต่จริงที่ผมซึ่งมักบอกกับตัวเองว่า เป็นคนชอบดูหนัง เวลามีหนังเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่คนโน้นคนนี้บอกว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ก็มักจะอยากดู แต่มักจะประสบเหตุให้ไม่ได้ไปดูเสมอๆ กว่าจะว่างหนังก็ออกจากโรงไปแล้ว กว่าจะได้ดูอีกทีก็ต้องเป็น ซีดี แต่ก็ยังมีอุปสรรคเรื่องของกิจกรรมที่เลือกทำ หรือภารกิจที่มักโดนสอดแทรกจากที่บ้าน เลยทำให้ไม่ได้ดูสักที รักแห่งสยาม เป็นหนังอีกเรื่องที่อยากจะไปดูตั้งแต่อยู่ในโรง แต่ก็ติดนั่นติดนี่จนไม่ได้ไปดู จนกระทั่งวันนี้ ถือเป็นโอกาสดีคับที่ได้เดินไปร้านซีดี พร้อมกับจดชื่อหนังที่อยากดูไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็อยู่ในกระดาษแผ่นนั้นด้วย เหตุที่ต้องจดลงกระดาษก็เพราะพอไปถึงร้านทีไร มักลืมทุกทีว่าอยากดูเรื่องอะไร ตลกไหมล่ะ เวอร์ชั่นที่ผมดูเป็นเวอร์ชั่นเดียวกับที่ฉายในโรงครับ ไม่ได้ดูเวอร์ชั่นอันคัทที่หลายๆคนบอกว่าดีกว่ามาก ไม่ถูกตัดโน่นตัดนี่จนเกินไป แต่ผมเองดูแล้วก็ถือว่า ชอบประเด็นที่มะเดี่ยวนำเสนอมากๆ ตอนที่หนังเข้าใหม่ๆ แล้วถามคนที่ได้ไปดูมาแล้ว มักมีแต่คนบอกว่า หนังเกย์ชัดๆ ไม่น่าไปดูแล้ว แต่ผมดูแล้ว ผมว่านั่นเป็นแค่ทีมเล็กๆที่ซ่อนอยู่ร่วมกับทีมเล็กๆน้อยๆอีกมากมาย อยู่ในถุงทีมใบใหญ่ที่เรียกว่า ความรัก ครับ หนังเรื่องนี้เต็มไปดูความรักและความสัมพันธ์หลายรูปแบบ พี่น้อง เพื่อน พ่อแม่ลูก คนรัก สื่อให้เห็นความรักที่คนหนึ่งคนมีต่อคนรอบข้างที่มีสถานะแตกต่างกันไป แต่ในทุกรูปแบบความรักนั้น ยังมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอยู่ นั่นคือ ความรู้สึกดีๆที่มีให้กัน ซีนที่แม่ของโต้งถามจูนว่า นี่เป็นสิ่งที่เขาควรได้รับแล้วหรือ นั่นแสดงให้เห็นถึงความคิดของคนส่วนใหญ่ที่ หว่านพืชย่อมหวังผลเป็นธรรมดา คนเราเมื่อทำอะไรก็ย่อมคาดหวังว่าผลที่ได้รับย่อมดีกับตัวเอง จนลืมคิดไปว่า ผลตอบรับที่กลับมาอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวเองคิด แต่สิ่งหนึ่งที่จูนมองเห็น นั่นคือความตั้งใจดี ความรู้สึกดีๆที่ฝายหนึ่งมอบให้อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผมมองว่า นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดและนี่แหละที่เรียกว่าความรักที่แท้จริง เราอาจนิยามความรักได้หลายหลาก แต่ผมอยากนิยามความรักว่า ความรู้สึกดีๆที่เรามอบให้แก่กัน แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว เราอาจไม่ต้องแคร์ ไม่ต้องใส่ใจว่า คนที่ได้รับจะรู้สึกอย่างไร เพียงแต่ความสัมพันธ์ของคนมันซับซ้อนกว่านั้น หากเรารักใครสักคน เราย่อมอยากให้เค้าสัมผัสถึงความรู้สึกดีๆที่เรามีให้กับเขา แต่หากสิ่งนั้นกลับสร้างความรู้สึกไม่ดีให้กับเขา เราก็ไม่อาจเรียกสิ่งนั้นว่า ความรู้สึกดีๆ หรือ "ความรัก" ในนิยามของผมได้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงต้องแคร์คนที่เราต้องการมอบความรักให้เขาด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หากเขาไม่ต้องการ "รัก" ของเรา เราก็ไม่สามารถ "รัก" เขาได้ อย่างซีนที่โต้งบอกมิวว่า ถึงจะเป็นแฟนไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้รักนะ ผมคิดว่ามันเหมือนความรู้สึกเวลาที่เราอยากได้สิ่งของอะไรสักอย่าง แต่เงินเราไม่พอ เราก็เลยซื้อของอย่างเดียวกันแต่มีออปชั่นหรือข้อดีน้อยกว่าไอ้ของที่เราอยากได้จริงๆ เรายังมอบความรู้สึกดีๆให้เขาได้ เพราะผมเชื่อว่า คนเรามักจะรู้สึกดีเมื่อได้รับความรู้สึกดีๆจากคนอื่น เพียงแต่มันอาจจะต้องมีลิมิตนิดนึง ไม่ต้องอะไรมาก เหมือนพ่อแม่รักเรา ห่วงเรา ไม่อยากให้เราไปไหน แต่เราก็ยังไป ความสัมพันธ์อาจต่างกัน แต่รูปแบบเหมือนกันเด๊ะ ความรักเป็นเรื่องดีเสมอ หากเราไม่ยึดติดกับมันมากจนเกินไป... สรุปแล้ว ผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ... ป.ล. ใกล้จะไปภูกระดึงแล้ว อย่าลืมไปวิ่งกันด้วยนะเพื่อนๆ ป.ล.2 ใครคนนั้นที่ตอนนี้อยู่กันคนละประเทศจะเป็นยังไงนะ ดูแลสุขภาพด้วยเน้อ เป็นห่วง...คิดถึงนะ September 29 เืดือนแห่งการดื่ม...กรึ๊บๆ วันนี้ได้ลองของใหม่ในสเปซอย่างนึงครับ ลองเลื่อนลงไปอ่านหัวข้อก่อนหน้าสิ แบบว่าได้ฟอร์เวิร์ดมาจากเพื่อนฝนครับ อ่านแล้วโดนอยู่ ก็เลยอยากเอามาจับใส่สเปซ แล้วเกิดความคิดว่าน่าจะทำแบบคนอื่นเขาบ้างนะ แบบที่เค้าใส่สีสันโน่นนี่นั่นลงไปด้วย ก็เลยเอาเลยครับ ได้ความรู้มาอย่าง 2-3 อย่างว่า มันใช้เวลาพอสมควรกว่าจะทำเสร็จซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้อ่านง่ายขึ้นเท่าไหร่เลย แต่ก้ณุ้สึกดีตรงที่ว่าได้เห็นข้อดีของการเปลี่ยนสเปซมาใช้พื้นดำ ก็มันทำให้สีเหลืองสีโปรดของผมดูสวยขึ้นมาเลยทีเดียว โห่ๆๆ ช่วงนี้ชีวิตดูเหมือนเข้ามาสู่วงจรอุบาทว์อีกครั้ง ทำงาน เที่ยว กินเบียร์ ไม่รู้เป็นไร เข้าหน้านาวทีไรมักมีโอกาสได้นั่งหลังแก้วเบียร์บ่อยขึ้น นับเฉพาะแค่เดือนนี้น่าจะไม่ต่ำกว่า 20 แก้วแล้ว ทั้งที่นั่งกินเองที่บ้านและในที่รโหฐานหน้าธารกำนัลทั้งหลาย จุดเริ่มต้นของสถิตินี้คงอยู่ที่ปาร์ตี้โบว์ลิ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน (กรุณาดูภาพประกอบด้านข้าง อัลบั้มล่าสุดนั่นแหละครับ) ไม่รู้อารมณ์ไหนเจ้านายฝรั่งทั้งหลายถึงนึกอยากจัดปาร์ตี้ขึ้นมา หรืออาจเป็นเพราะลูกตื๊อของพวกสตาฟฟ์ก็ได้มั้งที่มักไปบ่นลอยๆให้คุณปีเตอร์ฟังว่า "อยากเล่นโบว์ลิ่งเหมือนตอนโน้นเนาะ" แต่ไม่ว่าจะด้วยอานิสงฆ์ผลบุญใดๆก็ตาม ก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ จำได้เลาๆว่า วันนั้นกินไปก็ไม่มากมายเท่าไหร่ น่าจะไม่ต่ำกว่า 6 แก้วแน่นอน เพราะจำได้ว่ารินไม่หยุดเลย เหอๆ แถมวันนั้นยังต้องขับรถกลับบ้าน พร้อมไปส่งใครคนนั้นอีกต่างหาก ช่างไม่เจียมตัวเลย วันต่อมายังไม่วายนัดกินข้าวกับเพื่อนอีกต่างหาก แต่งานนี้คงพลาดยาก เพราะมีเพื่อนฝน ซึ่งไม่ได้เจอกันและมีปาร์ตี้ด้วยกันนานมาแล้ว เพิ่งรู้เหมือนกันว่า อารมณ์ "คนขายดี" มันเป็นอย่างงี้นี่เอง เนื่องจากเป็นช่วงปลายเดือน โทรไปบอกใครว่า ไปกินข้าวกัน มักโดนคำปฏิเสธแบบกลายๆ ย้อนกลับมาทุกที แต่พอบอกไปว่า "วันนี้ไอ้ฝนมาด้วยนะเว้ย" ประโยคต่อมาก็คือ "แล้วนัดกันที่ไหนวะ" เป็นงั้นไป ไว้วันหลังถ้ากูหายไปนานๆบ้าง กูจะขายดีบ้างมั้ยเนี่ย 555 วันนั้นก็กินไปไม่มากไม่มายครับ น่าจะไม่ถึง 5 แก้ว เอาแบบพอประมาณ และสดๆร้อนๆครับ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันเสาร์กลับมานั่งดูบอล ไม่รู้นึกครึ้มอกครึ้มใจอะไร เดินไปเซเว่นแล้วหิ้วขวดเบียร์กลับมาด้วย 2 ขวดถ้วน หรือบางทีที่ตอร์เรสยิงได้อาจจะเป็นเพราะผม sacrifice เบียร์ 2 ขวดนี้ก็ได้นะ (ว่าแต่กูกินheineken ไม่ใช่ carlsburg นี่หว่า 555) แล้วเมื่อวานนี้ก็ยังไม่วายครับ เนื่องจากมีนัดกับพี่ๆเพื่อนๆที่ออฟฟิศจะไปดูคอนเสิร์ตพี่ป๊อดและซิลลี่ฟูลด้วยกันที่ลานฮาร์ดร็อคในสยาม แต่ฝนดันตกครับ ตกหนักมากจนพวกผมนึกว่าเขาจะไม่เล่นกันแล้ว แต่ฝนก็เริ่มซาลงตอน 5 โมงก่าๆ ลองไปเสี่ยงดู ได้ยินประโยคแจกบัตรฟรี "สองมือล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้ามา โมเดิร์นด็อกหวาน ซิลลี่ฟูลอร่อยๆ ทุกลูกจ้า" ตกลงนี่มึงจัดคอนเสิร์ตหรือขายเงาะโรงเรียนวะเนี่ย กลับมาต่อที่หน้าฮาร์ดร็อค รออยู่สักพัก ฝนก็ทำท่าจะตกอีกรอบ คุณปีเตอร์จึงชวนไปนั่งกินเบียร์รอในฮาร์ดร็อคเลยครับ แล้วก็ซัดเข้าไปเรื่อย น่าจะประมาณ 5-6 แก้วได้ แล้วก็ได้ข่าวดีว่า เขาไม่เล่นกันแล้วครับ เลื่อนออกไปอีก แต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่ไม่ใช่วันนี้แน่ๆ ก็เลยนั่งกินนั่งคุยไปเรื่อย แล้วก็ได้รู้แบบจริงๆจังๆว่า แอลกอฮอล์ช่วยให้เราใช้ภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นจริงๆ เพราะเมื่อวานนั่งคุยกับไมค์กับคุณปีเตอร์ได้โขมงโฉงเฉงมากๆ คุยจนตอนนี้มานั่งนึกว่า เมื่อวานกูพูดภาษาอังกฤษได้เก่งขนาดนั้นเลยเหรอวะ แถมฟังเก่งขึ้นด้วย ไว้วันหลังถ้ากูต้องสอบ CU-TEP ใหม่ กูคงต้องซัดสักแก้วก่อนเข้าสอบน่าจะดี 555 อ้อ ข้ามไปนิดนึง ถ้านับรวมในเดือนนี้ คงต้องรวมนัดที่หงส์ชนะผีที่ไอริชด้วย ลองนับนิ้วดูแล้วก็อย่างที่บอก เยอะเหมือนกัน ไม่เคยกินเบียร์ในรอบ 1 เดือนเยอะขนาดนี้มาก่อน นับตั้งแต่พ้นจากสภาพนักศึกษามาเป็นบัณฑิต จะเห็นได้ว่า (เพิ่งจับสังเกตตัวเองได้เหมือนกันว่า เป็นคนชอบเขียนอะไรแบบเขียนข้อสอบมากๆ มีบทบรรยาย แล้วตบท้ายด้วยสรุป ซึ่งรูปแบบก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง) ชีวิตช่วงนี้ช่างไร้คุณค่าทางอาหารสิ้นดี ดังนั้น เพื่อนๆทุกคนโปรดอย่าเลียนแบบหรือเอาเยี่ยงอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นท่านอาจจะเสียทรัพย์โดยไม่รู้ตัว แถมเสียเวลาอีกต่างหาก เดี๋ยวจะหาว่าหล่อไม่เตือน ป.ล. Facalty of Medicine = คณะแพทยศาสตร์ Faculty of Pharmaceutical Science = คณะเภสัชศาสตร์ จำเอาไว้นะ เวลาไปสอบรอบหน้าจะได้ไม่ไปผิดตึกอีก ฮ่วย ป.ล.2 เมื่อกี้เปิดดูช่องมะจัง มีเพลง "เพื่อนกับแฟนแทนกันไม่ได้" ของเล้าโลม ฟังแล้วก็นึกถึงใครคนนั้น ตอนนั้นมันคงเป็นแบบนี้แหละมั้ง ก็ได้แต่หวังว่า มันจะคิดอะไรได้และกลับมามีช่วงเวลาดีๆ ในชีวิตสักที มีอะไรก็คิดถึงหน้าแม่ไว้นะ เผื่อจะช่วยให้ความเสียใจน้อยลงได้... อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน......แล้วนะ - ข้อคิดดี ๆ จากน้าเน๊ก คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี 1 ปี เท่ากับ 365 วัน แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม......... ไม่เลว 3,120 สัปดาห์ อุแม่เจ้า........แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา แทบเบือนหน้าหนีจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังเพื่อรอวันลาโลก... เปล่าเลยผมไม่ได้กลัวตาย และขอโทษที่หากเรื่องอาจไม่ค่อยขำ แต่ตลอดเวลาที่ใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มันน้อยมากหากคำนวนในเชิงตัวเลข ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน เพลงอีกหลายเพลงยังไม่ได้ฟัง หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดู ความรู้สึกในใจอีกมากมายที่ยังไม่เคยบอก พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป โอ๊ย..... กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามัน น้อยเกินไปจริง ๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้นคือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน นั่นแสดงว่าบางคนไม่ได้มีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วันหรอกนะ อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ! อุแม่เจ้าเทค 2 คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึงสามพันวันแล้วเหรอเนี่ย!!!! คิดแบบนี้ต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้าง ๆ เพราะมันคือเวลาที่เราเหลือ.... บนโลกนี้ นี่ชั้นกำลังทำบ้าบออะไรอยู่.....ไม่เลยน้องสาว นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งสิ้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 17 ปี แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,205 วัน และผ่านคืนวันเสาร์มาร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น ...... คำนวณเองบ้างซิว้อยย..... เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลา (ที่คาดว่าจะ) เหลืออยู่ ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะทำยังไงกับมันดี ..... แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวันๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้ เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า 'เงินเดือน ' บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ ไม่ก็เห็นแค่ว่าเพื่อนเรียน เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่า กูจะเป็นอะไรดี บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น แต่กลับปล่อยให้ใจตัวเองเหลืออยู่แต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวัน ๆ ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ มึงแน่ กูแน่ งอนการกุศล ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ....ไอ้บ้า และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม 'ฆ่าเวลา ' ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องฆ่าเวลากันเลย บอกตรง ๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน ...... แล้วนะ ลองคิดแบบนี้บ้าง ใช่แล้ว ....เราจะเกิดความเสียดาย เพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านที่เรายังไม่ได้ทำ ตายได้ไง หากฝันไม่สำเร็จ ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย แต่ให้รีบทำทุกอย่าง ก่อนที่จะตาย ... ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้ และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ... มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า เอาแบบตายวันตายพรุ่งก็จะได้นอนตายตาหลับ ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า....พรุ่งนี้ฉันจะตายแล้ว ทำงานในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก ตามความฝันของเราไปสุดโต่ง ...ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวตายนะ...เตือนแล้วไง รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย ...เพราะพรุ่งนี้ชั้น (อาจจะ...) ตายแล้ว ใช้เวลา (ที่อาจจะ...) สุดท้ายที่มีต่อกันไว้ กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดครั้งสุดท้ายของเรา นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อย ๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอนให้สัมภาษณ์ยมบาล ....... คนข้างบ้านเดินแป้นแล้นมาบอกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน ในมือมีซองสีชมพูพร้อมการ์ด ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง เมื่อกี๊ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทรมาปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน......... หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย ...... แต่กว่าคนเป็นแม่จะรู้ข่าวร้าย ก็ปาไป 5 วัน ซองในมือผม กลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้ กลายเป็นพวงหรีด และทั้งหมดกลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่อยากจะบอก ว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน .... แล้วนะ อ้าว.... รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ไปทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ เดี๋ยวตายซะก่อน .... เสียดายแย่ โดย น้าเน๊ก ...... เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา |
|
|