Nitisak's profileI'm just a man who are l...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
I'm just a man who are looking for someone to love |
|||||
|
June 11 โหยหา... ผ่านมา 2-3 สัปดาห์แล้วหลังจากที่ได้ไปปลดปล่อยอารมณ์เศร้าๆ บางอย่างที่เกาะหมาก อันที่จริง ทริปนี้น่าจะการเดินทางที่สุดยอดยิ่งกว่านี้ถ้าไม่โง่โดนแดดเผาซะตัวลอกอย่างที่เป็นอยู่ ได้ไปอยู่ในสถานที่ที่เวลาเหมือนหยุดนิ่ง ได้ทำตามใจอยาก (แม้ว่าจะไม่ได้กินซีฟู้ดบนเกาะอย่างที่วางแผนไว้ก็ตาม) ได้เล่นน้ำในสระราวกับเป็นเจ้าของรีสอร์ท เพราะทั้งรีสอร์ท มีแค่กลุ่มเรากับคู่ฝรั่งอีกคู่ (ช่วงที่ไปเป็นโลว์ซีซั่น) ไม่มีใครมาแย่ง ได้พายคายัค ได้เล่นน้ำทะเล ได้เพื่อนใหม่อย่างเจ้าโยเกิร์ต...สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ (มั้ง??) ที่เดินกลับมารีสอร์ทพร้อมกัน ทั้งที่ไม่ใช่สุนัขของรีสอร์ท?!? ดูเหมือนเหนื่อยจากการเดินและโดนแดดเผา แต่กลับชอบทริปนี้อย่างแปลกประหลาด ไม่รู้ว่าเพราะคนที่ไปด้วย หรือเพราะบรรยากาศที่บอกไปว่า เหมือนโลกเป็นของเรา เหมือนเวลาหยุดนิ่งไว้เพื่อให้เราเก็บเกี่ยวความสุขไว้ให้เต็มที่ ก่อนที่เราจะกลับไปเผชิญโลกแห่งความจริง ที่บางทีก็โหดร้ายอย่างไร้เหตุผล และอนาคตที่ไม่มีใครบอกเราได้ว่าอะไรจะตามมา... จะเป็นสุขหรือทุกข์ที่วิ่งเข้ามาสะกิดไหล่แล้วบอกว่า "เฮ้ พวก ชั้นมาเยี่ยมว่ะ" ความรู้สึกอยากกลับไปมีช่วงเวลาแบบนั้น กลับมาอีกครั้งในหัวใจดวงนี้ อยากไปทะเลอีกแล้วคับ... May 17 Horsemen VS Angels&Demons เวลาดูหนังหรืออ่านหนังสือในช่วงหลังๆ มักสนใจกับภูมิหลังของตัวละครที่มีผลต่อการกระทำในปัจจุบัน หรือในเรื่องราวมากเป็นพิเศษ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร รู้แต่เพียงว่ามันช่วยให้คนดูหรือคนอ่าน รู้สึกเชื่อถือถึงความสมจริงที่อ้างถึงในเรื่อง ก็แหม หนังสือหรือหนังที่ผมเสพแต่ละเรื่อง ถ้ามันขาดตรงนี้ไป มันจะไม่สนุกเลยน่ะสิครับ อย่างคินดะอิจิ นิยายเรื่องโปรดนี่ ที่ชอบเลยก็เพราะการเฉลยปูมหลังของตัวละครนี่แหละครับ เวลามันพรั่งพรูออกมา ถ้ามันไม่สมจริง หรือไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อถือได้ มันก็เหมือนคนสร้างหลอกคนดู และคนดูก็จะรู้สึกว่า อ้าว เมิงหลอกกูหรือนี่ การลงมือสังหารใครสักคนมันเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญมากๆ เลยนะครับในความรู้สึกของผม (ที่คิดว่า คนส่วนใหญ่มีหิริโอตตัปปะมากในระดับหนึ่งที่พอจะพิจารณาได้ว่า การปลิดชีวิตผู้อื่นเป็นบาปอย่างมหันต)์ ดังนั้น ถ้าตัวละครนั้นไม่ได้เก็บกดหรือถูกบีบคั้นอย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่า "แรงจูงใจ" ไม่เด่นชัดพอล่ะก็ รับรองว่าจืดสนิท ล่าสุดไปดู Horsemen และ Angels&Demons มา รู้สึกผิดหวังหน่อยๆ (ใครอยากไปดูก็อยากเพิ่งอ่านนะครับ เพราะว่าสปอยล์นิดๆ) ในเรื่องที่ว่านี้ แบบว่ามันไม่ค่อยเด่นเท่าที่ควร เริ่มที่ Horsemen ก่อนละกันครับ หนังเล่าเรื่องของชีวิตตำรวจคนหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญด้านการสอบสวนผ่านหลักฐานทางทันตกรรม เมื่อเกิดเหตุการณ์ประหลาดที่มีฟันของใครก็ไม่รู้ บรรจุอยู่ในห่อซิปล็อกกลางบึงน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง พร้อมกับคำว่า "Come and see" ที่ปรากฏอยู่สี่มุมของที่เกิดเหตุ การสอบสวนเรื่อยมาจนพบศพที่หนึ่งพร้อมกับคำที่ว่าเหมือนกัน เหยื่อเป็นหญิงลูก 3 ซึ่งคนโตเป็นลูกบุญธรรม จากนั้นก็เล่าเรื่องมาเรื่อยๆ พบศพต่อๆไป ในขณะที่ตัวตำรวจเองก็มีปัญหากับลูกชาย 2 คน เพราะไม่ค่อยมีเวลาให้ หลังจากที่ภรรยาได้จากโลกนี้ไป โดยที่เขาไม่ได้อยู่ดูใจในช่วงเวลาสำคัญนั้นด้วย ต่อมาฆาตกร ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของเหยื่อรายที่หนึ่งก็มามอบตัวกับเขาเอง พร้อมกับให้ข้อมูลบางอย่าง ที่ตำรวจสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวไปจนถึงตำนาน four horsemen of apocalypse เมื่อเรื่องราวใกล้เข้าสู่ไคลแมกซ์ เรื่องก็หักมุมในแบบที่คนดูพอจะเดาได้(รึป่าว?)ว่า ใครคือผู้นำของกลุ่มที่ติดต่อกันผ่านเว็บไซต์ที่มีปรากฏคำว่า "You are the nothing" และเฉลยตอนจบก็คือ ตัวลูกชายของตำรวจคนนั้นนั่นเอง ผมคิดเอาเองว่า ธีมของเรื่องน่าจะเป็นปัญหาครอบครัว เช่น พ่อแม่ไม่ค่อยได้ให้เวลากับลูกมาก หรือปัญหาพ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยง เป็นต้น จนทำให้เด็กรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว และอาจพัฒนาไปจนถึงความเข้าใจผิดและความคับแค้นได้ โดยรวมผมถือว่าโอเคนะครับสำหรับหนังเรื่องนี้ ตื่นเต้นและกดดันอารมณ์ได้ดี ยิ่งมานึกถึงตอนที่ลูกชายนายตำรวจบอกว่า "สิ่งที่พ่อต้องทำก็คือการเดินเข้าห้องผม แต่พ่อทำแค่เดินผ่านมันไปเท่านั้น" หลังจากที่นายตำรวจรู้แล้วว่า ลูกชายตนเองเป็นผู้นำของกลุ่ม four horsemen และได้เห็นลูกชายแขวนตัวเองให้เห็นต่อหน้าต่อตา เป็นใครก็คงต้องรู้สึกเจ็บในใจทั้งนั้นแหละครับ และอาจจะรู้สึกด้วยว่า ตนเองนั่นแหละที่ "Your are the nothing" แต่ที่รู้สึกหงุดหงิดใจนิดหน่อย (นิดหน่อยจริงๆนะ) คือ บทคริสทีนที่จางซิยี่เล่นน่ะคับ ผมรู้สึกว่า พฤติกรรมเธอแปลกๆชอบกล มันดูยั่วยวนผิดปกติยังไงไม่รู้อ่ะครับ ยิ่งพอมาคิดถึงสาเหตุที่เธอทำแบบนั้น ก็ยิ่งหงุดหงิดใจมากขึ้นด้วย นิสัยเธอเปลี่ยนไปเพราะถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน หรือเธอยั่วยวนพ่อจนถูกข่มขื่นกันแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจครับ ใครเข้าใจช่วยมาไขข้อกระจ่างให้หน่อยนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูง มาที่เทวากับซาตานฉบับภาพยนตร์กันบ้าง ไม่ขอเล่าเรื่อง เอาตรงที่ข้องใจเลยก็แล้วกันนะครับ บทภาพยนตร์ถูกเขียนใหม่โดยให้เรื่องราวเิกิดขึ้นหลัง The Da Vinci Code (แต่ฉบับหนังสือ เทวาฯมาก่อนครับ) และมีการเปลี่ยนชื่อตัวละครบางตัวและสลับตัวละครด้วย (เช่้น โรเชร์ในภาคหนังสือกลายเป็นบาทหลวงท่านหนึ่งแทน) สิ่งที่ขัดใจที่สุดในการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ การเฉลยตอนจบคับ ผมรู้สึกว่า ภูมิหลังของตัวละครอย่างท่านคาเมอร์เลนโญ (หรือคาเมอร์เลงโกในภาคภาพยนตร์) ดูอ่อนไปจนทำให้ไม่เห็นแรงจูงใจที่ชัดเจนมากนัก ไม่เข้าใจว่าท่านคาเมอร์เลนโญสร้างเหตุการณ์เช่นนี้เพื่ออะไร ผมเห็นว่า บทภาพยนตร์ทำให้ท่านกลายเป็นเพียงคนคลั่งศาสนาคนหนึ่งเท่านั้น ทั้งๆที่ในหนังสือค่อนข้างชี้ประเด็นแรงจูงใจของท่านไว้ได้อย่างดี (ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ผมค่อนข้างคาดหวังจากหนังเรื่องนี้พอสมควร และอาจทำให้กลายเป็นอคติด้วย) ทั้งเรื่องความผิดหวังในตัวพระสันตปาปา ที่เป็นทั้งผู้มีพระคุณและพ่อแท้ๆ ของตัวเอง และแนวคิดเรื่องศาสนากับวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ บทบาทของมอร์ตาติ (หรือบาทหลวงสเตราส์ในภาคภาพยนตร์) ที่แสดงบทบาทผู้นำด้านจิตวิญญาณ การมีสติ และการใช้เหตุผลในหมู่พระคาร์ดินัลได้อย่างดี จนได้รับเลือกให้เป็นพระสันตปาปาคนต่อมาในภาคหนังสือ และเรื่องราวความรักระหว่างแลงดอนกับวิตโตเรีย ก็ไม่มีปรากฏอยู่ในภาคภาพยนตร์เลย อย่างไรก็ดี ผมยังรู้สึกดีที่ตัวบทมีประโยคเด็ด (ที่ผมคิดว่าเด็ด) อยู่ด้วย นั่นคือ ศาสนายังมีข้อบกพร่อง นั่นก็เพราะมนุษย์เรายังมีข้อบกพร่อง ศาสนาและวิทยาศาสตร์ต่างก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่มนุษย์ใช้อธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว มันจะเป็นเครื่องมือที่ดีดุจเทวดาที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ หรือเครื่องมือที่เลวดุจซาตานชั่วร้ายที่เฝ้าทำลายมนุษย์ ก็ขึ้นอยู่กับคนที่ใช้มัน หากลองดูในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ศาสนาเองก็เคยเป็นเครื่องมือที่ชั่วร้าย (เช่น ในยุคกลางของยุโรป) และที่ดี (หลักธรรมคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลที่สอนให้มนุษย์รักและให้อภัย ซึ่งกันและกัน) เฉกเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ที่เป็นทั้งเทวาและซาตานได้เช่นกัน (ช่วยเหลือมนุษย์ให้มีอายุยืนยาวขึ้นและทำลายล้างโลกด้วยปรมาณู) ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นศาสนาหรือวิทยาศาสตร์ มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะใช้ให้มันเป็นอะไร จงจำไว้ว่า "พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เสมอ..." (มาจากหนังเรื่องอะไรให้ทาย...) May 10 อีกหนึ่งวันที่ไม่อยู่บ้านช่วงนี้เป็นวันหยุดต่อเนื่องกัน 4 วันสำหรับตัวเองและพลพรรคที่ออฟฟิศครับ หลังจากที่ได้หยุดแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ในช่วง "เย็นทั่วหล้า มหาสงคราม" เอ้ย มหาสงกรานต์ มาแล้วก่อนหน้านี้ที่หยุดต่อเนื่องกัน 8 วันจากเหตุการณ์บ้านเมือง (อันที่จริงได้หยุดแค่ 6 วันเท่านั้นล่ะครับ เพราะต้องมาทำงานในวันพฤหัสบดีที่ 16 แต่ก็ยังถือว่าเป็นวันหยุดอยู่ดีล่ะนะ) แต่ดูเหมือนตัวเองในช่วงนี้ไม่ค่อยชอบวันหยุดยาวๆ สักเท่าไหร่ เพราะว่าหยุดแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรดี อย่างช่วงสงกรานต์ก็ไม่ได้ไปไหนเลย ได้แต่อยู่บ้านดูข่าว แล้วนี่มาเจออีก 4 วัน งวดนี้ก็เลยพยายามวางแพลนล่วงหน้าว่าจะทำอะไรบ้าง จะได้ไม่ฟุ้งซ่านคิดโน่นคิดนี่อีก เริ่มกันที่วันศุกร์ที่หยุดเนื่องในวันวิสาขบูชา ก็วางแผนกับที่บ้านว่าจะไปร่วมงาน เดิน-วิ่งสมาธิ ที่พุทธมณฑล ซึ่งไปร่วมกันมาปีนี้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้ว ไปกันแต่เช้าครับ ตื่นตั้งแต่ตี 4.30 ไปถึงที่งานตอนตีห้านิดๆ แต่กว่าจะได้เริ่มวิ่ง ก็ปาเข้าไป 7 โมงกว่าครับ เนื่องจากปีนี้ดูเหมือนว่าประธานในพิธี ซึ่งก็คือ รมว.อุตสาหกรรมมาสายครับ ตามกำหนดเริ่มปล่อยวิ่งประมาณ 6.30 ทำไปทำมาก็เลยลากยาวไปโน่น แหม กว่าจะพูดโน่นพูดนี่จบ ก็หมดเวลาไปตั้งเท่าไหร่แล้ว แทนที่จะได้รีบวิ่งแต่เช้า จะได้ไม่ร้อนมาก งานนี้ก็เลยมีงานประธานโดนโห่ไล่เกิดขึ้น ก็สมควรล่ะครับ จากนั้นก็เข้าสู่คราวซวยของตัวเองแล้วครับ เพราะวิ่งไปได้สักหน่อย เข่าขวาเจ้ากรรมก็รู้สึกว่าจะปวดขึ้นมา แต่ก็ไม่มากนัก แล้วก็ไม่อยากจะฝืน ก็เลยบอกไอ้โก้ว่า วิ่งไปก่อนเลยละกัน เดี๋ยวอาจจะไปสมทบกับม้า เปลี่ยนไปเดินแทน ปรากว่าวิ่งไปเรื่อยๆ อาการที่ว่าเริ่มหาย ก็เลยวิ่งต่อ เข้ากม.ที่ 5 ซึ่งเลยช่วงโค้งที่จะเปลี่ยนใจไปเดินมาแล้วประมาณ 2 กิโล อาการก็มากำเริบอีกคำรบ คราวนี้งานเ้ข้าจริงๆเลยครับ เพราะจะกลับตัวย้อนทางเก่ากับเดินหน้าไปเหมือนเดิมก็ไม่ต่างกัน สุดท้ายก็เลยตัดสินใจเดินหน้าละกันฟะ กัดฟันวิ่งๆ เดินๆ จนในที่สุดก็ครบ 10 กิโลด้วยเวลา 1 ชม. 15 นาที รับพระกลับมาพร้อมกับอาการปวดเข่าซ้ายอย่างรุนแรง (ในความคิด) กลายเป็นไอ้เป๋เดินโขยกเขยกอยู่ในบ้าน แถมยังโดนด่าอีกด้วย แหม ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ กลับมาบ้าน จุ๊เพื่อนรักก็โทรเข้าบ้าน เพราะโทรเข้ามือถือแล้วไ่ม่มีคนรับ เอ่ยปากชวนไปมหาลัย เพื่อจะไปซ้อมเชียร์ให้น้อง ตอนแรกก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะไป แต่พอเดินขึ้นมาถึงห้องเพื่อจะอาบน้ำ ก็ยอมรับกับตัวเองว่า อาการหนักกว่าที่คาดไว้ เลยโทรไปยกเลิก จากนั้นก็นอนพักทั้งวันครับ วันรุ่งขึ้นก็มีแพลนที่วางกันไว้กับที่ออฟฟิศว่าจะไปเที่ยวร้าน Primo Posto del Khao Yai ที่ปากช่องกัน หลังจากที่วางแผนกันมานานแ่ต่ไม่ได้ไปกันสักที ก็ขับรถกันไปครับ อาการเจ็บเข่าก็ยังมากวนใจอยู่เป็นระยะ แต่พยายามไม่ใส่ใจมาก ก็ขับรถกันไป แวะกินข้าวที่บ้านเก๋แล้วไปต่อกันที่ร้าน แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ฝนตกครับพี่น้อง ก็เลยนั่งกินกาแฟรอแดดออกเพื่อถ่ายรูปกัน นั่งรอกันตั้งแต่ บ่ายโมงกว่าถึงสองโมงกว่า ก็ยังไม่มีทีท่าว่าฝนจะหยุดง่ายๆ ก็เลยตัดสินใจไปถ่ายรูปกันตรงที่ไม่เปียกฝนมากนัก จากนั้นก็ลามไปไร่องุ่น ถ่ายรูปกันเกือบชั่วโมง ฟ้าฝนก็เริ่มเป็นใจ พาแดดออกมาทักทายพวกเราบ้าง แต่ดูเหมือนจะมาช้าไปนิด เพราะแดดเริ่มสวยก็ปาเข้าไป 4 โมงกว่าแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็กดรูปกันไปเพียบครับพี่น้อง ถามถึงความรู้สึกก็โอเคครับ ทริปนี้ไม่เหนื่อยมาก ไม่เปลืองงบเท่าไหร่ แถมได้มาเจอที่สวยๆให้ถ่ายรูปกัน (ไปอยู่โน่นเกือบ 4 ชม. แต่มีรูปตัวเองติดมาน้อยมาก แต่ก็รู้สึกดีที่ถ่ายรูปชาวบ้านแล้วออกมาสวยครับ) แต่กาแฟนี่ คราหน้าจะสั่งลาเต้ครับ...หวานมันด้วย กินกาแฟดำคราวนี้แล้วทำใจไม่ได้สักเท่าไหร่ ก่อนกลับแวะกินข้าวที่ร้านครูต้อพร้อมซื้อของฝาก ไปส่งคนโน้นคนนี้ กลับมาถึงแถวบ้านตอนสามทุ่ม แหะๆ แต่ยังไม่ได้เข้าบ้านครับ ไปแวะอยู่บ้านเพื่อนบี...เพื่อนสมัยทวีธาฯ ซึ่งถือว่าบ้านใกล้กันมาก อยู่ถัดกันไปสองป้ายรถเมล์แต่คนละฝั่งและต้องเข้าซอยไปอีก แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องถือว่าใกล้มากอยู่ดี ด้วยอารามอยากเจอเพื่อนฝูง ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่า ไม่พ้นกร สมชาติ และเจ้าของบ้านแหงมๆ (คราวที่แล้วก็มีเท่านี้) แต่ก็อยากมา เลยโทรกลับมาบอกที่บ้านว่า จะกลับสักสี่ทุ่มครึ่ง แต่เพราะนั่งคุยกันออกรสเลยนั่งยาวจนถึง เที่ยงคืนกว่า จนแม่บอกว่า 15 นาทีเอ็งทำไมมันนานเป็นชม.เลยฟะ ก็แหม แค่ไม่อยู่บ้านวันเดียวเอง... ป.ล. กร อ้น เหล้าที่กูชงให้มันอร่อยจริงๆใช่ป่าววะ ขอโทษนะที่เผลอทำเหล้าหกไปบ้าง 555 April 29 ไปนวดมาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้ไปลองผ่านประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิตมาอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือการไปนวดแผนโบราณมาคับ ไปกับพี่ๆเพื่อนๆที่ออฟฟิศอย่างพี่ฝน พี่เมย์ พี่เพชร ไอ้โบว์ เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก แค่อยากไปลองดู ที่ผ่านมายังไม่เคยถูกนวดแบบเต็มๆคอร์สสักที เคยแต่ให้พี่เอ๋กะไอ้เต้นวดบ้างในบางเวลาทีปวดเมื่อย แล้วก็เคยไปเที่ยวงานอะไรสักอย่างที่ศูนย์สิริกิติ์ที่เค้ามีสาธิตนวดแผนโบราณ ก็ถูกนวดแค่แป๊บเดียวเพราะเวลาไม่เอื้ออำนวย
งานนี้มาที่ร้าน Healthland ตรงสาทร 12 ครับ ตรงข้ามร้านหนังสือของ DoubleA มาถึงคนแรกเพราะขี่มอเตอร์ไซค์มา (แต่ไม่มีใครซ้อนมาเป็นเพื่อน T-T) ตอนแรกมากถึงก็ไม่กล้าเข้าไป เพราะเห็นแต่รถเก๋งจอดอยู่เต็มหน้าร้าน แล้วจะมีที่จอดให้รถมอเตอร์ไซค์อย่างกรูมั้ยเนี่ย ชะเง้อไปมาอยู่ก็เห็นที่จอดมอเตอร์ไซค์อยู่ 2-3 คัน ก็เลยขอแจมด้วย
และด้วยความแปลกสถานที่และไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ก็มาชะงักที่หน้าทางเข้าอีกรอบ เพราะดูหรูหราจนไม่น่าจะเหมาะกับตูเท่าไหร่ จนต้องโทรไปขอกำลังเสริมว่ามาถึงไหนแล้ว ได้รับคำตอบว่า ยังอยู่ในสยามอยู่เลย ก็เลยตัดสินใจเดินเข้าร้านเพื่อไปจองคิวก่อน เข้าไปก็เดินไปหาพนักงาน บอกเค้าว่ามานวดแผนโบราณ เค้าก็บอกว่ารอ 1 ชั่วโมงนะคับ เราก็บอกว่าได้คับ ผมมากัน 5 คนครับ เค้าก็มองหน้าแล้วหันไปพูดกับพนักงานอีกคน แล้วหันกลับมาบอกเราว่า งั้นจะได้อีกที 1 ชั่วโมงครึ่งนะคับ จะรอไหม เราก็ตกลงไป
เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงนิดหน่อย ก็ถึงคิวของเรา เจ้าหน้าที่พาขึ้นไปที่ชั้น 3 แล้วก็ให้เปลี่ยนเสื้อผ้า ตอนแรกไม่แน่ใจว่าต้องถอดถุงเท้าด้วยไหม เพราะอย่างที่รู้ๆกันว่าteenตูกลิ่น...อย่าพูดดีก่า...เกินจะบรรยาย เค้าก็บอกให้ถอดด้วย เดี๋ยวจะมีผ้ามาเช็ดให้ จากนั้นก็เริ่มนวดครับ เริ่มจากล่างขึ้นบน เป็นการนวดที่สุดยอดมากๆ แบบว่ากล้ามเนื้อนี่ยืดกันแบบสุดๆ โดยเฉพาะต้นขาทั้งหน้าและหลัง เพิ่งได้รู้ด้วยว่า การนวดแผนโบราณมีใช้ท่าฟิกเกอร์โฟร์เลกล็อคด้วย หุๆๆ นวดไปนวดมา นึกว่าจะทำซับมิสชั่นตูซะอีก
ผ่านไป 2 ชั่วโมง การนวดก็ครบขั้นตอน ก็ลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อ เท่านั้นแหละ ตะคริวจะขึ้นน่อง โห่ๆ สะดุ้งเฮือก ตอนเดินลงบันไดนี่ก็ระทึกเช่นกัน อย่างกับคนแก่อายุสัก 70 555
แต่ก็รู้สึกดีนะ วันหลังว่าจะไปนวดอีก แต่กลับมาถึงบ้านเล่าให้แม่ฟัง แม่กลับทำตาโตตกใจ แถมบ่นว่า อายุแค่นี้ก็ไปนวดละ เดี๋ยวก็ติดใจเหมือนพ่อมึงหรอก...
แล้วไม่ดีหรือไง จะได้ไปกะพ่อได้ มีคนออกตังค์ให้ด้วย อิๆๆ... April 21 วันนี้ไม่มีชื่อเรื่องนับเป็นวันหยุดต่อเนื่องที่ยาวนานได้ใจในช่วงสงกรานต์ที่เกิดเหตุวุ่นวายในบ้านเมืองจนรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องประกาศให้วันหยุดช่วงสงกรานต์เร็วขึ้นอีกหนึ่งวัน ก็เลยได้อานิสงส์หยุดตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. ลากยาวไปจนถึงวันที่ 15 เม.ย. นึกว่าจะหยุดแค่นี้ เพราะเริ่มคิดถึงที่ทำงานละ (ก็เล่นหยุดมาตั้ง 6 วันรวดเลยนิ) ที่ไหนได้ รัฐบาลประกาศให้มีวันหยุดอีก 2 วัน โห่ๆ สุดยอดไปเลย แต่ก็ไม่ได้หยุดกับเขาหรอก ออกมาทำงานเหมือนกัน ต้องมาโทรบอกนร.ว่า วันพรุ่งนี้ไม่มีเรียนนะค้าบ
ตอนแรกว่าจะพูดเรื่องการเมือง แต่ไม่เอาละ เดี๋ยวจะเครียด (แค่ช่วงสงกรานต์ที่ชาวบ้านเขาเล่นน้ำกัน อีนี่ก็ไม่ไปไหนนั่งดูข่าวทั้งวันจนแม่ถามว่า ไม่เครียดบ้างหรอ) มาคุยเรื่องที่ทำงานใหม่ดีกว่า อ๊ะๆ ไม่ได้เปลี่ยนงานนะครับ แต่เปลี่ยนไปนั่งชั้น 20 แทนในช่วงเสาร์อาทิตย์เท่านั้นเอง โห่ เป็นประสบการณ์ที่สนุกไปอีกแบบ เพราะต้องดูเรื่องเทสต์ของเด็กโกอินเตอร์ด้วย ต้องช่วยน้องเล็กๆ ประมาณ 6 ขวบกว่าๆ ทำข้อสอบ ต้องอ่านให้ฟังบ้างเพราะน้องเล็กมากอ่านไม่ได้ (ประมาณอนุบาล 3 ถึงป.1)
ทำหน้าที่วันแรก วันเสาร์ที่ผ่านมาคับ เพิ่งได้เจอช่วงวิกฤตของชีวิตแบบไม่มีตัวช่วย เริ่มแรกเลย พาน้องคนนึงเข้าห้องไป ซึ่งในห้องมีโบว์ดูแลน้องอยู่แล้ว 3 คน เป็นเด็กเล็ก 6 ขวบ 2 คนกับเด็กโต 7-8 ขวบอีก 1 คน ปรากฏว่าพี่ฝนโทรมาตามให้เรียกโบว์ลงไปชั้น 19 อ้าว ซวยสิครับ เด็ก 4 คนกะควายอีก 1 ตัวที่ไม่รู้ว่าจะไถนา เอ้ย ดูแลเด็กยังไง การบ้านเด็กเล็กมากๆยังไม่เคยสอนเลย แต่ด้วยจิตวิญญาณ ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ก็เข้าไปในห้อง แล้วก็เริ่มคุยกับน้อง 2 คนแถวหน้า อ่า น้องคับ ให้ดูรูปนะครับ รูปกับคำนี้เหมือนกันมั้ยเอ่ย ถ้าเหมือนกันก็ติ๊กถูกนะครับ ถ้าไม่เหมือนกันก็ติ๊กผิดนะ แล้วน้องคนนั้นทำได้ไหมเอ่ย... ผ่านไป 2 นาที ไอ้โบว์พาน้องเดินเข้ามาอีกคนพร้อมผู้ปกครอง น้องคงจะเครียดเพราะเดินร้องไห้มาเลยครับ แล้วมันก็บอกว่า ฝากดูด้วยนะ อ้าว งานเข้าเลยกู ไม่ทันจะได้ตั้งตัวน้องสองคนแรกก็สะกิด พี่คะ อ่านไม่ออก ทำไม่ได้ โอ้ว แม่เจ้า ทำไงดีกู
อันดับแรกตั้งสติ หายใจลึกๆ อ่า น้องคับ อ่านไม่ได้หรอ มาพี่อ่านให้ฟังนะ น้องแถวสองที่ 6 ขวบคนนึงกะเด็กโตกะเริ่มมีปัญหา เพราะไอ้คนเล็กเข้าไปแหย่พี่ เอาปากกาสะกิด เด็กโตก็บอกว่าอย่าแหย่ดิๆ เราก็อ่า น้องคับทำไม่ได้หรอ ไหนพี่ดูสิ เด๋วพี่อ่านให้ฟังนะ พอเดินไปข้างหลัง 2 คนข้างหน้าก็นิ่งอีก หันซ้ายหันขวา คนหลังสุดที่ร้องไห้ก็ยังคงร้องไห้อยู่ คุณแม่ก็ปลอบ ทำไมล่ะคะ สอบแป๊บเดียวเอง ทำไมไม่ทำล่ะ ไม่อยากเรียนกับพี่เค้าหรอ กรูก็เริ่มเครียดทำไรไม่ถูก เพราะเดินไปไหนไม่ได้เลย แล้วก็เริ่มมองหาตัวช่วย พี่ฝนขึ้นมายังหว่า ไอ้โบว์ไปไหนวะ ก็เลยตัดสินใจ เอาวะ ให้น้อง2คนแรกทำให้เสร็จก่อนแล้วกัน แล้วค่อยไปสอนคนหลัง ก็พยายามให้น้องทำให้เร็วที่สุด แต่ก็ยังช้าอยู่ดี แล้วพอทำไปสักพักน้องก็เริ่มบ่นว่า ทำไม่ได้อ่ะ อีกคนก็พูดว่า ยากจัง เมื่อวานนะ ไปสอบที่สาธิตมา แม่บอกว่าถ้าทำได้จะพาไปฮ่องกง แต่ถ้าทำไม่ได้จะพาไปแค่สิงคโปร์... แล้วไงต่อฟะ จะบอกพี่ทำไมล่ะค้าบ บอกพี่ ก็คงพาไปฮ่องกงไม่ได้อยู่ดีล่ะ พอสองคนแรกทำเสร็จ ไอ้โบว์ก็มาพอดี เราก็ขอแท็กมือต่อ ไม่ไหวแล้ว ต้องการพักผ่อนมากๆ รู้สึกว่าเปลืองพลังงานกว่าการวิ่งสองรอบสนามซะอีก
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไอ้วีสามารถรับมือเด็กเล็กๆ ได้ทีละสองคนเท่านั้น มากกว่านี้กรูคงแย่... April 08 อ่านแล้วมาผูกโบว์ขาว...ใส่เสื้อขาว ยุติความรุนแรงกันนะ ช่วงนี้รู้สึกบ้านเมืองเราบ้าๆบอๆยังไงไม่รู้ แต่ละคนทำตัวเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องสนใจใครตามสไตล์ประชาธิปไตยแบบบวมๆของไทย 555 อย่างเมื่อวานนี้ที่นายกฯอภิสิทธิ์ไปประชุมที่พัทยาแล้วโดนม็อบเสื้อแดงเล่นงาน ดูแล้วก็ตกใจเพราะเล่นซะหน้าต่างหลังรถแตกละเอียด แถมคนขับรถปราโดคันนั้นยังเกือบโดนลากลงไปเล่นกลางถนนเลยด้วย โห่ น่ากลัวโคตร ดูข่าวนี้แล้วก็พาลให้จิตตก เพราะรู้สึกว่า ตอนนี้คนในประเทศเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว ผมเองก็ไม่ได้ตามข่าวมากมาย (โดยเฉพาะหลังๆที่เริ่มแยกไม่ออกว่า จะเชื่อใครดี สื่อไหนดี) แถมยังแยกไม่ออกแล้วว่า ใครทำอะไรบ้าง เพืออะไร แต่คิดได้อย่างหนึ่งว่า สิ่งที่ตอนนี้เกิดขึ้นมันไม่เข้าท่าเอาเสียเลย และนี่มันคือประชาธิปไตยจริงๆหรอ ผมรู้ว่า ประชาชนมีสิทธิมีเสียงที่จะทำสิ่งต่างๆในสังคม แต่สิทธินั้นก็มีขอบเขตเช่นกัน การไปวิ่งไล่ขวางทาง ทำลายข้าวของของคนอื่นมันชอบธรรมแล้วอย่างนั้นหรือ หรือว่ามันโดนปรับแค่นิดเดียวฐานทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์อย่างนั้นหรือ อันนี้ไม่ได้ว่าแค่สีแดงเท่านั้นนะครับ แต่ไม่ว่าสีไหนก็ตาม จำได้ว่ามีครั้งนึงที่เห็นภาพการ์ดพันธมิตรไล่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจข้างวังจิตรลดา ตอนนั้นผมนึกเสียใจว่า ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนั้น เราคุยกันดีๆไม่ได้เชียวหรือ ผมเชื่อว่า ปัญหานี้สามารถแก้ไขโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงได้ และหากมีความรุนแรงเกิดขึ้น ก็ต้องมีผู้รับผิดชอบและดำเนินการตามกฎหมาย อย่าปล่อยให้มีผู้ที่ทำผิดโดยที่ตัวเองไม่รู้สึกผิด อย่างตอนเกิดเหตุชุลมุนที่เซ็นทรัลเวิล์ด ซึ่งมีชาย 2 คนรุมทำร้ายประชาชน (เดาว่าน่าจะเป็นคนเสื้อเหลือง) แล้วตำรวจจับไปได้ ก็ยังหน้าด้านพูดว่า ถ้าตามไปด่าทักษิณอีก ก็จะตามไปตบอีก ถามหน่อยเถอะครับว่า ทำแล้วมันได้อะไรขึ้นมาไหม คุณคิดว่าควบคุมและปกครองคนด้วยอำนาจและความกลัวมันยั่งยืนอย่างนั้นหรือ ถ้าทำแบบนั้นก็คงไม่ต่างจากสังคมนิยมที่ผู้ปกครองใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในรัสเซีย จนถูกต่อต้านและล้มล้างไปในที่สุด อีกอย่างที่อยากพูดถึงคือ หิริโอตัปปะที่ควรจะอยู่ในใจชาวพุทธ...ที่พวกเรารู้จักและส่วนใหญ่มักได้เรียนในคาบพระพุทธศาสนามันหายไปไหนหมดแล้ว ไม่อยากจะพูดให้สะทกสะท้อนใจขึ้นไปอีกเลยว่า เดี๋ยวนี้ใครๆในสังคมก็คิดแก้ปัญหากันแบบง่ายๆด้วยการใช้ความรุนแรงกันไปหมด แล้วอย่างนี้น่ะหรือที่อยากจะแก้ปัญหาเด็กนักเรียนตีกัน ไม่โดนเด็กมันย้อนว่า ทีผู้ใหญ่ยังทำกันเลยก็ดีเท่าไหร่แล้ว จะทำอะไรก็คิดกันนิดนึง อย่าให้เด็กมันย้อนได้ (แต่เดี๋ยวก็คงเข้าอีกหรอบเดิมของสังคมแบบไทยๆอีกว่า ผู้ใหญ่พูดห้ามเถียง ผู้ใหญ่ผิดไม่ได้ แต่ดันอยากให้เด็กทำอะไรตามผู้ใหญ่ แล้วเป็นไงล่ะ เด็กมันก็ทำตามแล้วนี่) อีกคำถามหนึ่งที่มักผุดขึ้นในใจก็คือ ทำไมคนเราถึงได้เชื่ออะไรได้ฝังจิตฝังใจได้ขนาดนั้น ความเชื่อของเค้ามีการกลั่งกรองก่อนที่จะยึดถือหรือไม่ ผมเชื่อว่า ทุกคนทำผิดกันได้ แต่บทลงโทษมันขึ้นอยู่กับความร้ายแรงและฐานะในสังคมของคุณ ถ้าคุณเป็นนายกฯที่ต้องเป็นแบบอย่างของคนทั้งชาติ ถ้าคุณ (รวมทั้งครอบครัว) เลี่ยงภาษี คุณก็ไม่มีสิทธิบอกกับประชาชนของคุณว่า "โธ่ ใครๆ ก็ทำกัน" ได้ หรือการ "ยึดสนามบิน" เป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรเอาอย่าง ผมไม่เชียร์ม็อบไหนเป็นพิเศษ เพราะผมรู้สึกว่า ฟังข้อมูลทั้งสองม็อบแล้ว ดูพฤติกรรมแล้ว ก็มีทั้งส่วนที่ถูกและผิดทั้งคู่ แต่กลับไม่เห็นม็อบไหนออกมายอมรับส่วนที่ผิดเลย ดังนั้น คนฟังและเสพข้อมูลอย่างเราๆท่านๆ ก็ควรจะพิจารณาให้ดี และที่สำคัญ จงเชื่อว่าทุกปัญหาแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง เพราะเมื่อมันเกิดขึ้น จะไม่มีใครเลยที่ชนะ แต่เป็นเราทุกคนนั้นเองที่พ่ายแพ้...ต่อ กิเลสของเราเอง ขอบ่นต่ออีกนิด ถ้าหากจะพิจารณาถึงต้นเหตุของปัญหาจริงๆ มันก็คงเกิดจากอำนาจนิยมที่เป็นบ่อเกิดของประชาธิปไตยบ้าๆ บอๆ บวมๆ แบบไทยๆ นี่แหละ ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่า ทำไมถึงไม่เชื่อถือตำรวจ ทำไมถึงไม่เชื่อถืออำนาจรัฐ ทำไมถึงไม่เชื่อถือศาล ก็เพราะมีประสบการณ์ว่า พวกเขา (หรือตำแหน่ง) เหล่าันั้นล้วนเคยทำผิดต่อประชาชนมาก่อนทั้งสิ้น แล้วเวลาทำผิดก็ชอบพูดแบบคนหลงในอำนาจว่า "โธ่ ใครๆเขาก็ทำกัน" บอกได้คำเดียวว่า น่าสังเวชจริงๆ April 02 เมื่อหมอกจางหายไป...ก็ไม่อยากกินเตี๋ยวเนื้อละ สัปดาห์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปช่างเป็นอะไรที่ทรมานจิตใจเอามากๆ เมื่อบรรยากาศใน "บ้านหลังที่สอง" กลายเป็น "คุกรุ่น" ด้วยความไ่ม่เข้าใจ (หรือเข้าใจผิด) เป็นเหตุให้ใครคนนี้ที่คล้ายเป็นตัวต้นเหตุต้องคร่ำเครียดกับความรู้สึกประหลาดที่ไม่ได้เจอมาเสียนาน คล้ายๆคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ทุกอย่างก็จบลงไปด้วยดี อะไรๆเริ่มเข้าที่เข้าทาง ต้องขอบคุณ "ใครคนนั้น" ที่ใครคนนี้ได้คุยด้วย แม้จะเข้าใจผิด แม้จะรู้สึกแปลก รู้สึกไม่เข้าใจไปบ้าง แต่เมื่อทุกอย่างโอเค มันก็ดีแล้วล่ะน่า ใช่ไหมล่ะ... เมื่อหมอกจางหายไป ก็มีเรื่องดีเข้ามาในชีวิต คุณน้องสุดที่รักได้เข้าสู่ประตูแห่งธรรม ห่มผ้าเหลืองให้พ่อกับแม่ชื่นใจเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้เอง อันที่จริงตอนนั้นยังเป็นแค่คนหัวโล้นเอง เพราะยังไม่ได้ห่มผ้าขาวหรือนุ่งผ้าเหลืองแต่อย่างใด เนื่องจากพิธีจะมีวันพุธ แต่เนื่องจากมีภารกิจทำให้ไม่สามารถไปร่วมได้ จึงขอไปตัดผมไอ้น้องชายแทน แล้วค่อยๆไปเจออีกทีวันเสาร์นี้ จะไปใส่บาตรพระใหม่กับพ่อแม่ เหมือนคนจะทำความดี อะไรๆก็อำนวย วันนั้นอากาศก็เลยไม่ร้อนมากเหมือนอย่างเคย หนำซ้ำฝนยังตกด้วยซ้ำ เหมือนจะตกทั่วประเทศเลยด้วย ไอ้เราก็ความจำดี เพราะบวชเมื่อปีที่แล้ว วันที่ 31 มีนาคม 51 ก็ฝนตกเหมือนกันตอนหัวค่ำ จริงๆแล้ว ที่จำได้ก็เพราะว่าคืนนั้นเป็นคืนแรกที่นอนค้างที่วัด แล้วก็หนาวมาก เพราะฝนตกนี่ล่ะ แถมยังไม่มีผ้าห่มอีกต่างหาก ก็เลยต้องนอนหนาวทั้งคืน นอนไม่หลับเกือบทั้งคืน เสร็จจากงานบุญก็ไปดูหนังกับเพื่อนที่ออฟฟิศครับ "เชือดก่อนชิม" โห่ๆ จริงๆก็ชอบหนังแนวนี้พอสมควร ชอบแนวจิตนิดๆ ประมาณ Hannibal แต่ไม่ถึงจนาด saw หรือ Texas Chainsaw (จำได้ว่าเคยเอามาดูครั้งนึง เกือบตาย ดู saw ไม่จบด้วยล่ะ แบบว่ากดดันจิตใจด้วยฉากสยองขวัญเกินไปหน่อย) ดูไปไอ้เราก็ถอนหายใจไป จนพี่ที่ไปด้วยถามว่าเป็นไรป่าว เห็นถอนหายใจบ่อย เอามือปิดปากด้วย อ้อ ขอบ่นนิดนึง ก่อนจะหนังจะเริ่มฉายหลังจบหนังตัวอย่าง มีขึ้นข้อความว่า หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็กที่อายุไม่ถึง 16 ปี เห็นแล้วก็บ่นอุบว่า ทำไมเพิ่งมาบอกวะ นี่ถ้ากูอายุไม่ถึงแต่ซื้อตั๋วเข้ามาแล้ว กูจะเดินออกหรอวะ บ้าหรือป่าว ไม่รู้ว่าใครที่รับผิดชอบเรื่องนี้ กองเซ็นเซอร์ ตำรวจ กระทรวงวัฒนธรรม เจ้าของโรงหนัง หรือใครกันแน่ แต่ที่รู้ๆคือ แบบนี้ไม่ดีแน่ น่าจะมีการตรวจบัตรประชาชนสำหรับคนที่จะซื้อตั๋วหนังประเภทนี้ก่อน หรือจะลงชื่อไปในตั๋วเพื่อตรวจสอบกับบัตร เพื่อป้องกันการซื้อตั๋วแทนกันก็ได้ น่าจะดีกว่านี้ นี่เล่นเืตือนกันตอนซื้อไปแล้ว เสียงเงินไปแล้ว ใครจะยอมเดินออกวะ มาพูดถึงตัวหนังกันบ้าง ตัวหนังทำได้ดีครับ ภาพสวย จังหวะกระชากอารมณ์ หรือทรมานจิตใจสั่นประสาทคนดู กดดันได้ค่อนข้างดี ทำเอาผมเป่าปากเป็นระยะๆ (จริงๆแล้ว เป็นคนใจไม่แข็งเท่าไหร่หรอก) ถือว่าผ่านในสายตาของผมครับ แต่ยังไงก็อยากบอกว่า ถ้าเด็กที่ไม่มีวุฒิภาวะมากพอมาดูละก็ เขาอาจคิดไปก็ได้ว่า สิ่งที่บุศทำเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในสังคม และถ้าเขาต้องใช้ชีวิตร่วมกับเราหรือลูกหลานของเราล่ะก็ ไม่อยากจะคิดเลยครับ... |
|
|||
|
|