Nitisak's profileI'm just a man who are l...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 29 เืดือนแห่งการดื่ม...กรึ๊บๆ วันนี้ได้ลองของใหม่ในสเปซอย่างนึงครับ ลองเลื่อนลงไปอ่านหัวข้อก่อนหน้าสิ แบบว่าได้ฟอร์เวิร์ดมาจากเพื่อนฝนครับ อ่านแล้วโดนอยู่ ก็เลยอยากเอามาจับใส่สเปซ แล้วเกิดความคิดว่าน่าจะทำแบบคนอื่นเขาบ้างนะ แบบที่เค้าใส่สีสันโน่นนี่นั่นลงไปด้วย ก็เลยเอาเลยครับ ได้ความรู้มาอย่าง 2-3 อย่างว่า มันใช้เวลาพอสมควรกว่าจะทำเสร็จซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้อ่านง่ายขึ้นเท่าไหร่เลย แต่ก้ณุ้สึกดีตรงที่ว่าได้เห็นข้อดีของการเปลี่ยนสเปซมาใช้พื้นดำ ก็มันทำให้สีเหลืองสีโปรดของผมดูสวยขึ้นมาเลยทีเดียว โห่ๆๆ ช่วงนี้ชีวิตดูเหมือนเข้ามาสู่วงจรอุบาทว์อีกครั้ง ทำงาน เที่ยว กินเบียร์ ไม่รู้เป็นไร เข้าหน้านาวทีไรมักมีโอกาสได้นั่งหลังแก้วเบียร์บ่อยขึ้น นับเฉพาะแค่เดือนนี้น่าจะไม่ต่ำกว่า 20 แก้วแล้ว ทั้งที่นั่งกินเองที่บ้านและในที่รโหฐานหน้าธารกำนัลทั้งหลาย จุดเริ่มต้นของสถิตินี้คงอยู่ที่ปาร์ตี้โบว์ลิ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน (กรุณาดูภาพประกอบด้านข้าง อัลบั้มล่าสุดนั่นแหละครับ) ไม่รู้อารมณ์ไหนเจ้านายฝรั่งทั้งหลายถึงนึกอยากจัดปาร์ตี้ขึ้นมา หรืออาจเป็นเพราะลูกตื๊อของพวกสตาฟฟ์ก็ได้มั้งที่มักไปบ่นลอยๆให้คุณปีเตอร์ฟังว่า "อยากเล่นโบว์ลิ่งเหมือนตอนโน้นเนาะ" แต่ไม่ว่าจะด้วยอานิสงฆ์ผลบุญใดๆก็ตาม ก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ จำได้เลาๆว่า วันนั้นกินไปก็ไม่มากมายเท่าไหร่ น่าจะไม่ต่ำกว่า 6 แก้วแน่นอน เพราะจำได้ว่ารินไม่หยุดเลย เหอๆ แถมวันนั้นยังต้องขับรถกลับบ้าน พร้อมไปส่งใครคนนั้นอีกต่างหาก ช่างไม่เจียมตัวเลย วันต่อมายังไม่วายนัดกินข้าวกับเพื่อนอีกต่างหาก แต่งานนี้คงพลาดยาก เพราะมีเพื่อนฝน ซึ่งไม่ได้เจอกันและมีปาร์ตี้ด้วยกันนานมาแล้ว เพิ่งรู้เหมือนกันว่า อารมณ์ "คนขายดี" มันเป็นอย่างงี้นี่เอง เนื่องจากเป็นช่วงปลายเดือน โทรไปบอกใครว่า ไปกินข้าวกัน มักโดนคำปฏิเสธแบบกลายๆ ย้อนกลับมาทุกที แต่พอบอกไปว่า "วันนี้ไอ้ฝนมาด้วยนะเว้ย" ประโยคต่อมาก็คือ "แล้วนัดกันที่ไหนวะ" เป็นงั้นไป ไว้วันหลังถ้ากูหายไปนานๆบ้าง กูจะขายดีบ้างมั้ยเนี่ย 555 วันนั้นก็กินไปไม่มากไม่มายครับ น่าจะไม่ถึง 5 แก้ว เอาแบบพอประมาณ และสดๆร้อนๆครับ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันเสาร์กลับมานั่งดูบอล ไม่รู้นึกครึ้มอกครึ้มใจอะไร เดินไปเซเว่นแล้วหิ้วขวดเบียร์กลับมาด้วย 2 ขวดถ้วน หรือบางทีที่ตอร์เรสยิงได้อาจจะเป็นเพราะผม sacrifice เบียร์ 2 ขวดนี้ก็ได้นะ (ว่าแต่กูกินheineken ไม่ใช่ carlsburg นี่หว่า 555) แล้วเมื่อวานนี้ก็ยังไม่วายครับ เนื่องจากมีนัดกับพี่ๆเพื่อนๆที่ออฟฟิศจะไปดูคอนเสิร์ตพี่ป๊อดและซิลลี่ฟูลด้วยกันที่ลานฮาร์ดร็อคในสยาม แต่ฝนดันตกครับ ตกหนักมากจนพวกผมนึกว่าเขาจะไม่เล่นกันแล้ว แต่ฝนก็เริ่มซาลงตอน 5 โมงก่าๆ ลองไปเสี่ยงดู ได้ยินประโยคแจกบัตรฟรี "สองมือล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้ามา โมเดิร์นด็อกหวาน ซิลลี่ฟูลอร่อยๆ ทุกลูกจ้า" ตกลงนี่มึงจัดคอนเสิร์ตหรือขายเงาะโรงเรียนวะเนี่ย กลับมาต่อที่หน้าฮาร์ดร็อค รออยู่สักพัก ฝนก็ทำท่าจะตกอีกรอบ คุณปีเตอร์จึงชวนไปนั่งกินเบียร์รอในฮาร์ดร็อคเลยครับ แล้วก็ซัดเข้าไปเรื่อย น่าจะประมาณ 5-6 แก้วได้ แล้วก็ได้ข่าวดีว่า เขาไม่เล่นกันแล้วครับ เลื่อนออกไปอีก แต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่ไม่ใช่วันนี้แน่ๆ ก็เลยนั่งกินนั่งคุยไปเรื่อย แล้วก็ได้รู้แบบจริงๆจังๆว่า แอลกอฮอล์ช่วยให้เราใช้ภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นจริงๆ เพราะเมื่อวานนั่งคุยกับไมค์กับคุณปีเตอร์ได้โขมงโฉงเฉงมากๆ คุยจนตอนนี้มานั่งนึกว่า เมื่อวานกูพูดภาษาอังกฤษได้เก่งขนาดนั้นเลยเหรอวะ แถมฟังเก่งขึ้นด้วย ไว้วันหลังถ้ากูต้องสอบ CU-TEP ใหม่ กูคงต้องซัดสักแก้วก่อนเข้าสอบน่าจะดี 555 อ้อ ข้ามไปนิดนึง ถ้านับรวมในเดือนนี้ คงต้องรวมนัดที่หงส์ชนะผีที่ไอริชด้วย ลองนับนิ้วดูแล้วก็อย่างที่บอก เยอะเหมือนกัน ไม่เคยกินเบียร์ในรอบ 1 เดือนเยอะขนาดนี้มาก่อน นับตั้งแต่พ้นจากสภาพนักศึกษามาเป็นบัณฑิต จะเห็นได้ว่า (เพิ่งจับสังเกตตัวเองได้เหมือนกันว่า เป็นคนชอบเขียนอะไรแบบเขียนข้อสอบมากๆ มีบทบรรยาย แล้วตบท้ายด้วยสรุป ซึ่งรูปแบบก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง) ชีวิตช่วงนี้ช่างไร้คุณค่าทางอาหารสิ้นดี ดังนั้น เพื่อนๆทุกคนโปรดอย่าเลียนแบบหรือเอาเยี่ยงอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นท่านอาจจะเสียทรัพย์โดยไม่รู้ตัว แถมเสียเวลาอีกต่างหาก เดี๋ยวจะหาว่าหล่อไม่เตือน ป.ล. Facalty of Medicine = คณะแพทยศาสตร์ Faculty of Pharmaceutical Science = คณะเภสัชศาสตร์ จำเอาไว้นะ เวลาไปสอบรอบหน้าจะได้ไม่ไปผิดตึกอีก ฮ่วย ป.ล.2 เมื่อกี้เปิดดูช่องมะจัง มีเพลง "เพื่อนกับแฟนแทนกันไม่ได้" ของเล้าโลม ฟังแล้วก็นึกถึงใครคนนั้น ตอนนั้นมันคงเป็นแบบนี้แหละมั้ง ก็ได้แต่หวังว่า มันจะคิดอะไรได้และกลับมามีช่วงเวลาดีๆ ในชีวิตสักที มีอะไรก็คิดถึงหน้าแม่ไว้นะ เผื่อจะช่วยให้ความเสียใจน้อยลงได้... อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน......แล้วนะ - ข้อคิดดี ๆ จากน้าเน๊ก คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี 1 ปี เท่ากับ 365 วัน แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม......... ไม่เลว 3,120 สัปดาห์ อุแม่เจ้า........แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา แทบเบือนหน้าหนีจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังเพื่อรอวันลาโลก... เปล่าเลยผมไม่ได้กลัวตาย และขอโทษที่หากเรื่องอาจไม่ค่อยขำ แต่ตลอดเวลาที่ใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มันน้อยมากหากคำนวนในเชิงตัวเลข ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน เพลงอีกหลายเพลงยังไม่ได้ฟัง หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดู ความรู้สึกในใจอีกมากมายที่ยังไม่เคยบอก พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป โอ๊ย..... กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามัน น้อยเกินไปจริง ๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้นคือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน นั่นแสดงว่าบางคนไม่ได้มีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วันหรอกนะ อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ! อุแม่เจ้าเทค 2 คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึงสามพันวันแล้วเหรอเนี่ย!!!! คิดแบบนี้ต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้าง ๆ เพราะมันคือเวลาที่เราเหลือ.... บนโลกนี้ นี่ชั้นกำลังทำบ้าบออะไรอยู่.....ไม่เลยน้องสาว นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งสิ้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 17 ปี แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,205 วัน และผ่านคืนวันเสาร์มาร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น ...... คำนวณเองบ้างซิว้อยย..... เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลา (ที่คาดว่าจะ) เหลืออยู่ ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะทำยังไงกับมันดี ..... แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวันๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้ เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า 'เงินเดือน ' บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ ไม่ก็เห็นแค่ว่าเพื่อนเรียน เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่า กูจะเป็นอะไรดี บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น แต่กลับปล่อยให้ใจตัวเองเหลืออยู่แต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวัน ๆ ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ มึงแน่ กูแน่ งอนการกุศล ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ....ไอ้บ้า และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม 'ฆ่าเวลา ' ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องฆ่าเวลากันเลย บอกตรง ๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน ...... แล้วนะ ลองคิดแบบนี้บ้าง ใช่แล้ว ....เราจะเกิดความเสียดาย เพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านที่เรายังไม่ได้ทำ ตายได้ไง หากฝันไม่สำเร็จ ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย แต่ให้รีบทำทุกอย่าง ก่อนที่จะตาย ... ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้ และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ... มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า เอาแบบตายวันตายพรุ่งก็จะได้นอนตายตาหลับ ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า....พรุ่งนี้ฉันจะตายแล้ว ทำงานในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก ตามความฝันของเราไปสุดโต่ง ...ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวตายนะ...เตือนแล้วไง รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย ...เพราะพรุ่งนี้ชั้น (อาจจะ...) ตายแล้ว ใช้เวลา (ที่อาจจะ...) สุดท้ายที่มีต่อกันไว้ กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดครั้งสุดท้ายของเรา นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อย ๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอนให้สัมภาษณ์ยมบาล ....... คนข้างบ้านเดินแป้นแล้นมาบอกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน ในมือมีซองสีชมพูพร้อมการ์ด ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง เมื่อกี๊ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทรมาปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน......... หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย ...... แต่กว่าคนเป็นแม่จะรู้ข่าวร้าย ก็ปาไป 5 วัน ซองในมือผม กลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้ กลายเป็นพวงหรีด และทั้งหมดกลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่อยากจะบอก ว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน .... แล้วนะ อ้าว.... รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ไปทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ เดี๋ยวตายซะก่อน .... เสียดายแย่ โดย น้าเน๊ก ...... เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา September 14 one happy night of myself...มีวลีฝรั่งที่บอกว่า "When Saturday comes" หากเป็นคอลูกหนังก็คงเข้าใจความหมายได้ไม่ยากว่า เวลาของการไปเชียร์ทีมฟุบอลทีมโปรดได้ก้าวล่วงมาถึงแล้ว ยิ่งสัปดาห์นี้เพิ่มดีกรีความร้อนแรงเข้าไปอีกด้วย ศึกแห่งศักดิ์ศรีของ 2 ทีมระดับตำนานแห่งอังกฤษและน่าจะเป็น 2 ทีมที่มีแฟนบอลชาวไทยให้ความสนใจมากที่สุดในประเทศอย่างลิเวอร์พูลและแมนฯยูฯ ผมก็เหมือนคนอื่นๆแหละครับที่ให้ความสำคัญกับแมตช์นี้มากเป็นพิเศษ (เพิ่มลูกชิ้น) เพราะนอกจากจะต้องตามเชียร์ทีมรักอย่างหงส์แดงที่ช่วงหลังๆเจอกันทีไร มักกลายเป็นเป็ดน้ำแดงทุกทีแล้ว ก็ยังมีผลต่อชีวิตประจำวันของผมที่ต้องทนรับความอับอายและถูกเหยียดหยามจากเพื่อนร่วมงาน หากผลที่ออกมาเป็นฝ่ายแพ้อีกด้วย
ติดตามการแข่งขันระหว่าง 2 ทีมนี้มาตั้งแต่สมัยรอบบี้ ฟาวเลอร์ยังอยู่ในวัยกระเตาะช่วงฤดูกาล 93-94 ที่จับคู่กับเอียน รัชแล้วเปลี่ยนมาเป็นสแตน คอลลีมอร์ กองหน้าแบดบอย ผลที่ออกมามักจะทำให้ผมน้ำตาตกในมากกว่ายืดอกอย่างภาคภูมิ เพราะไม่ว่าจะเล่นที่แอนฟิลด์หรือโรงละครแห่งความฝัน ลูกทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันมักเป็นฝ่ายกำชัยอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ทีมตัดสินใจปล่อย "มือฝังผี" อย่างแดนนี่ เมอร์ฟี่ย์ไปแล้ว และเปลี่ยนผ่านยุคเฮียโปนมายัง เอล ราฟา ต้องบอกว่า 5 ปีมาแล้วที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถยัดเยียดความปราชัยให้ผีแดงเลย แม้ในหลายๆครั้งจะเล่นได้ดีกว่า แต่ฟุตบอลวัดผลแพ้ชนะด้วยการทำประตู หากเล่นสวยแต่ยิงประตูไม่ได้ แถมยังเสียประตูให้เขาอีก ก็คงต้องแพ้เป็นธรรมดา
ในการพบกันของทั้งสองทีมตั้งแต่เบนิเตซเข้ามาดูแลทีม ต้องบอกว่า ส่วนใหญ่มักจะเล่นได้ไม่ประทับใจแฟนบอลสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเกมในแดนกลางที่มักครองเกมไม่ได้ เสียบอลง่าย และไม่สามารถฉวยโอกาสที่แมนฯยูฯผิดพลาดแล้วเปลี่ยนเป็นประตูได้ นั่นเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ลิเวอร์พูลต้องพ่ายแพ้และเก็บความช้ำใจครั้งแล้วครั้งเล่ามานานแสนนาน ตั้งแต่มาทำงานที่นี่ บอกตามตรงว่ายังไม่เคยได้ภาคภูมิใจกับทีมสักที
แต่สำหรับคราวนี้ ผมมีความรู้สึกประหลาดๆว่า ลิเวอร์พูลจะสร้างเซอร์ไพรส์ได้ แม้จะพยายามบอกตัวเองว่า อย่าคาดหวังให้มากนัก แต่ในใจลึกๆก็ยังรู้สึกเช่นนั้นอยู่ดี และเมื่อเพื่อนโบว์ตัวดำชวนไปดูบอลพร้อมสาวกหงส์-ผีที่ไอริชผับย่านสีลม ผมย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว แม้ว่าหากมองถึงสถิติแล้ว การมาดูบอลที่นี่มักมาพร้อมกับความผิดหวังมากกว่าความสมหวังก็ตาม (ตัวเลขในหัวมีอยู่ว่า ดูลิเวอร์พูลที่นี่ มี 3 แต้มกลับบ้านแค่ครั้งเดียวนัดเจอสเปอร์สเมื่องสองฤดูกาลที่แล้ว) อย่างที่บอกแหละครับว่า ความรู้สึกในใจลึกๆมันบอกอย่างนั้น
บอลคู่นี้เริ่มเตะกัน 18.45 แต่ตอนนั้นผมยังยืนจับราวบันไดเลื่อนMRTสามย่านกับเพื่อนโบว์อยู่เลย แล้วก็มีข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นบนมือถือว่า Oh ho from Terry ซึ่งเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนและเป็นซีเนียร์ของผมด้วย อ่านแล้วก็รู้เลยครับว่า มีสกอร์เกิดขึ้นแน่ๆ แต่ผมอยากจะบอกว่า ช่วยส่งสกอร์มาด้วยได้ไหมครับ แบบว่ามันงงปนสงสัยครับว่าตกลงใครนำกันแน่ แต่สุดท้ายผมก็รู้คำตอบว่า ผีแดงยิงนำไปก่อนจากฝีเท้าของเตเวซ และเมื่อไปถึงก็เจอพี่หนุ่มยืนรออยู่บนชั้น 2 ของร้าน และคำแรกที่พี่หนุ่มทักก็คือ "กลับกันเลยมั้ย" เอาซะเสียเซลฟ์ไปเหมือนกัน แบบว่าไม่กล้าเข้าไปเจอหน้าพี่เกี๊ยง สาวกพี่แดงตัวจริง แต่ผมก็ยังยืนยันเจตนารมณ์ของตัวเองเหมือนเดิม ก่อนจะเดินไปหาเพื่อนของโบว์ (ซึ่งตอนนี้จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร จำได้เลาๆว่าชื่อพลอยมั้ง) ซึ่งเป็นเด็กหงส์เหมือนกัน ก่อนจะสั่งไฮน์เนเก้น 1 ไพน์มากระดกให้หายตกใจ
กลับมาที่จอทีวี รูปเกมยังคงสูสีแม้จะมีช่วงที่แมนฯยูฯครองบอลได้มากกว่าก็ตาม จนในที่สุดลิเวอร์พูลก็มาตีเสมอได้จากการทำเข้าประตูตัวเองของเวส บราวน์ ซึ่งก่อนหน้านั้น ผมเพิ่งจะพูดเองว่า บางทีฟาน เดอ ซาร์ อาจจะมีจังหวะหลุดแล้วเป็นโอกาสของลิเวอร์พูลบ้างก็ได้ จังหวะนั้นคงต้องบอกว่า แนวรับของผีแดงพลาดเองจริงๆ และก็ต้องขอบคุณริเอร่า ปีกตัวใหม่ที่โชว์ฟอร์มได้เด่นในครึ่งแรกและที่วิ่งไปกดดันบราวน์จนเกิดความผิดพลาดขึ้น
กลับมาเตะกันต่อในช่วงครึ่งหลัง (พร้อมกับเบียร์อีกขวด) ดูเหมือนลิเวอร์พูลจะครองเกมและตัดเกมได้ดีขึ้น ตัวเก็บบอลอย่างเบอร์บาตอฟและเตเวซไม่มีโอกาสได้ครองบอลนาน ยิ่งรูนี่ย์แล้ว ไม่ต้องพูดถึง แทบหายไปจากเกมเลยทีเดียว เวลาก้าวล่วงมาถึงนาทีที่ 77 นาทีที่เสียงกองเชียร์ลิเวอร์พูลดังลั่นผับ เมื่อมาสเคราโน่เลี้ยงบอลขึ้นไปจนถึงกรอบเขตโทษผีแดง ก่อนจะโดนตัดบอลแต่กองหลังผีแดงเคลียร์ไม่ขาด บอลขลุกขลิกมาเข้าเท้ามาสเคอีกครั้งก่อนจะป้ายผ่านหน้าประตูไปยังบาเบิล แล้วซัดเข้าไปไม่พลาด เปลี่ยนตัวเลขบนสกอร์บอร์ดไปเป็น 2-1
ฟุตบอลจบลงด้วยสกอร์นี้ เสียงตะโกนยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ซึ่งผมเองก็อยากให้มันเป็นอย่างนั้นไปนานๆ เพราะนานมากแล้วที่ไม่ดีใจกับลิเวอร์พูลขนาดนี้ นับตั้งแต่ได้แชมป์ยุโรปมาครองในปี 2005 แต่หากเป็นอย่างนั้นจริง ผมก็คงจะไม่สามารถยินดีไปกว่านั้นได้อีก เมื่อได้ยินเสียงใครคนนั้นผ่านมาทางโทรศัพท์ แถมยังได้บอกไปด้วยว่า "วันนี้โชคดีจริงๆ บอลชนะ โทรมาก็รับ"
ก็วันนี้ ผมโชคดีจริงๆนี่นา ^o^ September 06 มันก็แค่ชีวิตช่วงหนึ่ง...ช่วงนี้ของชีวิตดูเหมือนว่าจะมีอะไรต่อมิอะไรมาให้คิดมากมายเต็มไปหมดจนบางครั้งก็ลำดับไม่ถูกเหมือนกันว่าจะเริ่มจากอันไหนก่อนดี วางแผนจะทำอันโน้น จะคิดอันนี้ วุ่นวายจนคล้ายเพ้อฝันไปหมด บอกตรงๆบางครั้งตัวเองก็เริ่มไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
นี่ก็สมัครสอบ CUTEP ไปแล้ว ซึ่งตามโปรแกรมก็น่าจะสอบพรุ่งนี้ แต่ด้วยเหตุการณ์บ้านเมือง ศูนย์ทดสอบก็เลยของดไปซะอย่างนั้น แถมยังแจ้งผ่านเว็บไซต์อย่างเดียวเลยต่างหาก ถ้าพี่ยุ้ยไม่บอกซะก่อนก็คงเตรียมตัวมาสอบแล้วล่ะมั้ง สถานการณ์บ้านเมืองช่วงนี้ก็ดูมีอะไรให้ขบคิดมากซะเหลือเกิน บางครั้งมากซะจนไม่อยากจะคิดหรือตามข่าวอะไรเลย ฟอร์เวิดเมล์เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็หลั่งไหลเข้ามาในเมล์ทุกวัน ไอ้บ้านี่ก็นั่งอ่านทุกวันทั้งๆที่ไม่อยากคิดอะไรมาก ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกันครับว่าเจะเชื่อใคร แต่ขออย่างนึงละกันครับ ขอพื้นที่สีเทาให้คนที่อยู่กลางๆแบบผมบ้าง ผมเองไม่ได้ชอบพันธมิตรและเห็นด้วยไปกับเขาทุกเรื่อง (อย่างเรื่องสูตร 70-30 นั่นผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่) แต่ก็ไม่ได้ชอบรัฐบาลนี้มากมายนัก แต่ผมอยากให้มองไปเป็นเรื่องๆมากกว่าครับ ผมชอบทักษิณและชื่นชมในฐานะที่เป็นต้นแบบให้นักการเมืองและผู้แทนประชาชนทั้งหลายว่า สัญญาอะไรแล้วต้องทำให้ได้ ไม่ได้แค่พ่นลมตอนหาเสียงแล้วพอได้รับเลือกก็หายเข้ากลีบเมฆ แต่ก็ไม่ชอบที่เขาคอรัปชั่น (แล้วก็ช่วยกลับมาสู้คดีเสียทีเถอะครับ ผมว่าผู้พิพากษายุคสมัยนี้ก็เป็นกลางพอสมควร ถ้าคนกลุ่มนี้ยังคอรัปชั่น มีนอกมีในกับเขาอีก ผมว่าชาตินี้เราก็เลิกหวังกับระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทยเถอะครับ มันคงเป็นเส้นขนานที่ไม่สามารถมาบรรจบกันได้หรอก) ผมชอบพันธมิตรทีเขาเอาข้อมูลมาบอกประชาชนในฐานะสื่อและผู้ให้ความรู้กลุ่มหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำและการเคลื่อนไหวของเขาไปเสียทุกเรื่อง ขอทีเถอะครับ ช่วยมีพื้นที่ว่างๆให้คนกลางๆอย่างผมหน่อยจะได้ไหมครับ
อ้อ เมื่อเช้าพี่ตาลก็โทรมาหาเรื่องประกันของพี่กุ้งว่าจะไปเก็บตังค์เค้าเมื่อไหร่ มีอย่างที่ไหนให้ลูกค้าโทรมาตามให้ไปเก็บตังค์ ก็เลยบอกพี่ตาลไปตามตงว่าไม่ได้ทำแล้วครับตัวแทนเนี่ย แต่ก็จะยังดูแลลูกค้าที่ดีที่เคยหลวมตัวเผลอใจซื้อประกันกับตัวแทนแย่ๆอย่างผม บอกตามตรงครับ อายเหมือนกัน ดูเป็นอะไรที่ด่างพร้อยในชีวิตซะเหลือเกิน เป็นสิ่งที่ทำไปแล้วรู้สึกว่า ทำไมเรามันไร้ความรับผิดชอบขนาดนี้ฟะ นี่ยังดีที่มีลูกค้าไม่กี่คน (แต่ก็เยอะพอสมควร) พยายามมองหาแง่ดีของมัน เผื่อว่ามันจะเพิ่มคุณค่าทางอาหารในชีวิตได้ก็ไม่ค่อยจะเจอ นอกจากประสบการณ์ที่อยู่กับมันเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกคุ้นเคยสักที แต่ก็ยังดีที่พอได้ความรู้เรื่องประกันติดตัวมาบ้างเล็กๆน้อยๆ พอใหแนะนำคนอื่นที่อยากซื้อประกันได้บ้าง อ้อ ขอบอกผ่านลูกค้าของผมทุกคนนะครับว่า ถึงผมจะขายประกันไม่ได้ และไม่มีอำนาจสิทธิ์ในการเซ็นเอกสารของบ.แล้ว แต่ก็โทรมาปรึกษาหากว่ามีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือเรื่องประกันที่ซื้อกับผมได้นะครับ ผมจะช่วยเดินเรื่องให้ทุกอย่าง (ยกเว้นเรื่องที่ทำไม่ได้จริงๆ อย่างเอาข้อเสนอใหม่ไปให้ดู) และก็ขอขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่ให้มาด้วยนะครับ ขอบคุณเพื่อนแค้มป์และตี่ที่ให้กำลังใจข้าพเจ้า ขอบคุณพี่กุ้งและพี่ตู่ที่ไว้วางใจน้องชายที่ไม่ได้เรื่องคนนี้ ขอบคุณพี่แป้งที่เข้าใจผมในหลายๆเรื่องที่สมควรด่าผมแต่ก็ไม่เคยด่าสักที (ผมรู้ว่าจริงๆพี่ไม่ได้เข้าใจหรอกครับ แต่คงขี้เกียจบ่นมากกว่า 555 ล้อเล่นนะครับ โตๆกันแล้ว รับผิดชอบแค่นี้ไม่ได้ก็ควรพิจารณาตัวเองได้แล้วเนาะ เข้าใจมั้ย...) และขอขอบคุณลูกค้าทั้งที่สนิทและไม่สนิท ทั้งที่ขายได้และขายไม่ได้ ที่สละเวลาให้ข้าพเจ้าได้หาประสบการณ์แปลกๆแบบนี้ ขอบคุณและขอโทษด้วยครับ... ผมสัญญาผมจะโทรไปบอกทุกคนด้วยตัวเองครับ...
นอกจากเรื่องที่กล่าวไปข้างต้นกับเรื่องสัพเพเหระในที่ทำงาน ที่บ้าน และนั่นโน่นนี่แล้ว ก็ยังมีเรื่องบางเรื่องมาเข้าหูจนพาลให้คิดมาได้หลายวันเสียอีก เป็นเรื่องที่มีคนถูกกระทบหลายชิ่งเหลือเกิน ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าจะไม่ยุ่งไม่สนใจเรื่องนี้อีกแล้ว อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แต่ก็นะ...เพื่อนเอ๋ย กรูก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วนะ คิดว่าคุยกันไปหลายทีแล้ว กรูคิดว่ามึงน่าจะเข้าใจดีแล้วว่าสิ่งที่กรูอยากให้เป็นอยากให้เกิดคืออะไร กูไม่ได้ขออะไรมากมายยุ่งยาก ขอแค่ให้เข้าใจความรู้สึกของ "พวกกรู" ที่มึงเรียกว่า "เพื่อน" บ้างเท่านั้นเอง กรูพูดจริงๆว่า แม้บางครั้งกรูจะรู้สึกเหนื่อยหน่าย ไม่สบอารมณ์ และไม่เข้าใจในหลายๆเรื่อง แต่กรูก็ยังหวังว่า อะไรที่มันเคยเป็นมันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม กรูขอโทษกับสิ่งที่กรูเคยพูดไปและกระตุ้นให้เหตุการณ์มันแย่ลงไปในความรู้สึกของมึง แต่กรูอยากบอกว่า กรูไม่ได้อยากให้มันแย่สำหรับมึง กรูคิดแบบคนที่คิดอะไรง่ายๆเท่านั้นเอง และอีกอย่างนะ ชีวิตมึงไม่ได้มีแค่ใครคนนั้นเพียงคนเดียว รู้จักให้เกียรติตัวเอง การที่มึงมีความรู้สึกดีๆให้ใครสักคนมันไม่ใช่เรื่องผิด และความรักมันก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่มันจะเลวร้ายก็ต่อเมื่อแทนที่มึงจะรักแล้วได้อะไรกลับมา มึงกลับเสียอะไรต่อมิอะไรในชีวิตมากมายไปหมด กรูว่ามึงคงรู้นะว่ากรูหมายความว่ายังไง และกรูก็จะไม่คาดคั้นหรือคาดหวังอะไรอีกต่อไปแล้ว กรูไม่อยากผิดหวัง แต่ที่สำคัญกว่านั้น กรูไม่อยากเสียเพื่อนกรูไปอีกคน...
และถึงใครคนนั้น กรูไม่รู้หรอกนะว่าตอนนี้มึงรู้สึกยังไงหรือคิดอะไรอยู่ แค่อยากบอกไว้ว่า (อันนี้ขอมองในแง่ร้ายสุดๆ) จะทำอะไรก็ให้ชัดเจนหน่อยละกัน อย่าเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของคนให้มันเกินไปนัก และจะทำอะไรก็ขอให้เปิดเผย จริงใจด้วย คนที่คิดได้อย่างกรูมีอยู่ไม่กี่คนหรอก ก่อนที่อะไรๆมันจะแย่ลงไปกว่านี้ จนทำให้มึงไม่เหลือใครเลยสักคน...
ด้วยความที่เป็นคนชอบชีวิตเรียบง่ายสบายๆ (จนกลายเป็นขี้เกียจไปในบางครั้ง -_-'') จึงพยายามสรรหาวิธีที่จะทำทุกอย่างให้มัน "ง่าย" ที่สุด ทั้งกับตัวเองและคนอื่น และตอนนี้หัวกบาลที่เต็มไปด้วยขี้เลื่อยของผมก็คิดได้เท่านี้แหละนะ ถึงเวลาที่คงต้องพักเสียทีรอช่วงชีวิตใหม่ก้าวเข้ามาเยี่ยมเยียนในกาลต่อไป... |
|
|