Nitisak's profileI'm just a man who are l...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 21

    Before The Commencement Day...

    ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร ช่างโหยหาอยากกลับไปเรียนต่อซะจริงๆ อ๊ะๆ กลับเรียนต่อในที่นี้หมายถึงย้อนเวลากลับไปเรียนป.ตรีใหม่อีกรอบนะครับ เพราะรู้สึกว่าการเป็นนักเรียน นักศึกษาช่างเป็นชีวิตที่ง่ายดายเหลือเกิน ไม่ลำบากตรากตรำอะไรเลย ถึงจะมีบางคนบอกว่า เวลาสอบทีก็หัวบานทีนึง แต่ถ้าเทียบกับการออกาตรากตรำทำงานแล้ว ผมว่าผมยอมตรากตรำนั่งอ่านหนังสือจนดึกดื่นดีกว่า...
     
    เวลาในช่วงนั้นช่างน่าพิศมัยเสียเหลือเกิน ทั้งช่วงเวลาที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมาย ช่วงเวลาที่ได้กินเหล้ายาปลาปิ้ง เอ้ย หมูปิ้งหลังเวล เวลาขี่จักรยานไปกับเพื่อนๆ ไปหาของอร่อยๆกินกันไม่รู้จักหยุดหย่อน ทั้งองค์พระ เวียดนามเฮ้าส์ หมี่เจ้ ขนมหวานหน้ามอ แจมมี่ ผัดไทมาลัยแมน และอื่นๆอีกมากมายที่นึกไม่ออก ช่วงเวลาที่ได้นั่งคุยเล่นกันที่สระแก้ว คนอ. ลานทรงพล ช่วงเวลาที่ผ่านว้ากกันมาทั้งว้ากรวมและว้ากชาย ช่วงเวลาที่ได้ทำโปรละคอนของพี่อ้อ พี่ตาล แนน (จำได้ว่าไม่ค่อยได้ช่วยอะไรแนนเท่าไหร่เลย)
     
    ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำเสียเหลือเกิน...
     
    แต่เวลาก็เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ (เหมือนใส่ลอรีเอะยังไงไม่รู้)
    คนเรามีแต่โตขึ้นทุกวันๆ ความรับผิดชอบก็ต้องมากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย
     
    อ้อ ตอนนี้กำลังคิดอยู่ว่าหน้าที่การงานของเราที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบันเป็นไงบ้าง คุยกับเพื่อนคนโน้นคนนี้ เค้าก็ได้งานดีๆทำกัน ดีๆ ที่ว่านี้ก็คงเป็นบริษัทดีๆ หน้าที่ดีๆ โอกาสดีๆ และเงินดีๆ นั่นแหละ แต่ดูเหมือนเราจะดีอยู่ไม่กี่อย่าง จะดีกว่าชาวบ้านก็คงเป็นที่งานไม่เครียดมากนี่แหละ เห็นคนโน้นคนนี้โทรมาบ่นว่างานเครียด กดดัน แต่ดูเหมือนเราไม่ค่อยเจอภาวะแบบนั้นซักเท่าไหร่ แฮปปี้ดี เลยไม่รู้เหมือนกันว่ามันดีจริงหรือเปล่า คิดแต่ว่าตอนนี้ก็ฝึกตัวเองไปก่อนละกัน ถือซะว่ามาเพิ่มความมั่นใจส่วนตัว(ด้านภาษา)แล้วจะทำอะไรต่อก็ค่อยๆคิดไปแล้วกัน...
     
    วันจันทร์นี้ก็จะถึงวันรับปริญญาที่ทับแก้วแล้ว ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่านี่จะจบมา3ปีแล้วนะเนี่ย ปีนี้พวกไอ้โน้ตไอ้ลี่ไอ้แยมจบ แต่กว่าจะได้ไปร่วมยินดีก็คงเป็นวันจันทร์นั่นแหละ เพราะวันอื่นๆไม่ว่างเลย...
     
    แล้วเจอกันนะไอ้น้อง วันนั้นจะไปถ่ายรูปด้วยนะ...
    July 12

    ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์...แต่ทุกผู้คนก็ยังอยากมีรัก...

    ที่ใดมีรักที่นั่นย่อมมีทุกข์

    แต่ทุกผู้คนก็ยังอยากมีความรักอยู่ดี

    นั่นเป็นเพราะเราทุกคนรู้ดีว่า ความรักสามารถสร้างคุณค่าแก่ตัวเราได้มากเพียงใด...

     

    การถูกหลงรักอย่างน้อยก็ย่อมดีกว่าการไปหลงรักคนอื่นแน่นอน...

    เช่นเดียวกับการถูกรอคอยย่อมดีกว่าการเป็นคนที่ต้องรอคอยอยู่ร่ำไป...

    เพราะการรอคอยมักมาพร้อมกับความอ้างว้าง...เพื่อนผู้สัตย์ซื่อของมัน

    ซิมเปียะกุน...ผู้ไม่เคยถูกรอมาก่อน ยังต้องหวั่นไหวเมื่อเซียวจับอิดนึ้งบอกต่อนางว่าจะรออยู่ในบ้านหลังนั้นเมื่อนางล้างตัวที่ลำธารเสร็จสิ้น

    แต่น่าแปลกที่คนเรามักไม่ค่อยสนใจสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว บุคคลที่อยู่ในบ้าน บุคคลที่รอคอยและห่วงใยพวกเขาอยู่เสมอ ณ ที่แห่งหนึ่ง

     

    ความรักเป็นสิ่งสวยงาม แต่ชะตากรรมมักเล่นตลกจนทำให้ความรักกลายเป็นความเจ็บปวด

    ผู้ใดหากมีคู่หมั้นหมายแล้ว สิ่งที่สมควรกระทำที่สุดคือ รักษาหัวใจให้บริสุทธิ์เพื่อบุคคลอันเป็นที่รักนั้น และอย่าตกหลุมรักใครอีกเป็นคนที่สอง มิเช่นนั้นความทุกข์ย่อมก่อเกิดและย่อมมิใช่ความทุกข์ของตนเองเท่านั้น...

    แต่ยังหมายความถึงความทุกข์ของผู้ที่อยู่ข้างกายด้วย

     

    มีผู้กล่าวว่า จิตใจของสตรีหากเปลี่ยนไป ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งกลับกลาย หากมีคนคิดเหนี่ยวรั้งกลับกลาย บุคคลนั้นย่อมต้องเผชิญความปวดร้าวที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่า

     

    รักนี้เหลือไว้แต่หวนคำนึง เมื่อถึงเวลาจิตใจเลื่อนลอย ซิมเปียะกุนเคยท่องบทกลอนนี้ได้ แต่ไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้ จนกระทั่งได้พบกับเซียวจับอิดนึ้งและเมื่อถึงคราวพรากจาก นางกลับเข้าใจถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยวที่แฝงอยู่ในความหมายของมัน

     

    ความรักเป็นสิ่งแปลกในโลก...

    บางครั้งคล้ายสายธารที่เราบังคับให้ไหลไปตามที่ใจกำหนดหวัง แต่บางครั้งกลับเหมือนสายน้ำใหญ่ที่ไม่มีใครบังคับได้

    บางครั้งคล้ายเส้นเชือกใหญ่ที่มัดเชื่อมคนสองคน ใจสองใจไว้มิให้พรากจากลืมเลือนกัน แม้ว่าเชือกเส้นนั้นจะเริ่มเปื่อยบางใกล้ฉีกขาด แต่ก็ยังไม่หลุดลุ่ยแยกออก แต่บางครั้งกลับถูกตัดขาดอย่างง่ายดายไร้เหตุผล

    ใช่แล้ว...ความรักเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลเช่นนี้เอง

     

    ความรักแม้บางครั้งมิต้องเอ่ยปาก แต่ผู้ที่เราอยากได้ยินก็ยังสดับได้ชัดเจน

    ความรักแม้บางครั้งตะโกนก้องร้องลั่นฟ้า ก็มิอาจทำให้ผู้ที่เราอยากให้ได้ยินรับรู้ได้ แม้ว่าจะอยู่ใกล้กันเพียงเอื้อมมือก็ตาม

    ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเสียงแห่งรักหากต้องการได้ยินมิได้ใช้หูฟัง แต่หากใช้ หัวใจ สดับรับรู้...

     

    ทุกผู้คนย่อมต้องการให้ความรักเป็นไปดังใจหวัง แต่ไม่มีผู้ใดสามารถบังคับความรัก

    แม้นว่าผู้ใดใช้กำลังบังคับหักหาญความรัก ความรักที่ได้ย่อมมิใช่ความรักที่แท้ที่ผู้คนล้วนใฝ่หา

     

    ความรักล้วนทำให้ผู้ตกเป็น เหยื่อ ของมันกลายเป็นตัวตลกโง่งมผู้หนึ่ง

    ชายชาตรีไม่ว่าอกกี่ศอก ก็มักตกกลายเป็นลาโง่ซุ่มซ่าม ยามอยู่ต่อหน้านางอันเป็นที่รัก

    เอี้ยไคไถ่เป็นตัวอย่างที่ดีได้ในเรื่องนี้

    แต่ถึงแม้มันจะเป็นตัวโง่งมอย่างไร เพื่อนางอันเป็นที่รัก มันย่อมทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งยอมละทิ้งสิ่งสำคัญในชีวิตไว้เบื้องหลัง...แม้แต่ชีวิตของมัน

    ทั้งนี้เพราะมันรับรู้แล้วว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของมันอยู่เบื้องหน้ามันแล้วนั่นเอง

    แต่การเสียสละของผู้ที่บูชารักย่อมต้องคิดให้ดีอย่างมีสติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการเสียสละนั้นเกิดขึ้นเพื่อคนที่ตนรัก

    หากใครคนหนึ่งต้องเสียสละด้วยการจากไป คนที่ยังอยู่ย่อมไม่ต่างจากการตกนรกทั้งเป็น

    ตายตกตามกันไปยังดีกว่ามีชีวิตอยู่...

    แต่ถึงอย่างนั้น การมีชีวิตอยู่เพื่อความรัก ย่อมน่ายกย่องเชิดชูในฐานะผู้กล้ามากมายหลายเท่านัก...

     

    ความรักมีพลังประหลาดที่สามารถเปลี่ยนแปลง หัวใจ คนได้

    เปลี่ยนจากนางปีศาจเป็นภรรยาที่น่ารักใคร่ เป็นมารดาที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อทารกน้อย

    ไม่ว่าจะเป็นฮวงซีเนี้ย หรือลี้มกโช้วก็ตาม

     

    ข้าพเจ้ามีความเชื่ออย่างหนึ่ง ผู้แสวงหาความรักย่อมต้องเจ็บปวดเพราะความรักไม่มากก็น้อย

    นั่นเป็นเพราะเมื่อแสวงหาย่อมต้องมีความผิดหวัง

    แต่ในความผิดหวังก็มีความสุขสมหวังซ่อนตัวอยู่ในเงามืดดำนั้นอยู่ด้วย

    หากไม่แสวงหาความรัก ย่อมไม่มีวันพบความรัก

    หากไม่เจ็บปวดเพราะความรัก ย่อมไม่มีวันรับรู้ว่าความรักนั้นมีค่าเพียงใด

    หากให้ข้าพเจ้าเลือกระหว่างความเจ็บปวดจากความรักกับความเจ็บปวดจากความอ้างว้างเดียวดายเพราะไร้รัก

    ข้าพเจ้าขอเลือกเจ็บปวดกับความรัก เพราะอย่างน้อยข้าพเจ้ายังได้รู้ว่า ข้าพเจ้าทำให้ใครคนหนึ่งรู้ว่าเขามีความหมายมากเพียงใด มีค่ามากเพียงใด

     

    ขอคารวะแด่ผู้บูชาความรักทุกท่านหนึ่งจอก!

    July 08

    ความซวยของคุณตำรวจ...

    (หมายเหตุ:อันนี้เขียนไว้นานแล้วแต่ลืมอัพขึ้นสเปซเลยไม่มีใครได้อ่าน จึงขอสมน้ำหน้ามา ณ ที่นี้ 555)
     
    ไม่รู้ว่าสัปดาห์นี้เป็นอะไร แต่ดูเหมือนว่าสัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ที่ผมสูญเงินไปไม่น้อยเลย ทั้งทางตรงและทางอ้อม
     
    เริ่มที่วันพุธเลยครับ ไปตีแบดกับพี่ที่ออฟฟิศ ตีไปได้สักพักประมาณทุ่มครึ่ง อ๊ะ ถึงตาเราตีละ ตีคู่พี่คนนึง แล้ว...แล้ว...โอ ลูกข้ามหัวมาแล้วพี่ พี่ไม่รับ มา ผมเอง โอ๊ะๆ มาอีกแล้ว ข้ามหัวมาอีกแล้ว สงสัยพี่เอคงไม่รับอีก งั้นกูรับเองก็ได้ อ้าว พี่เอ เฮ้ย "ปล่อย" ป๊อก!
     
    แล้วไม้แบดผมก็หัก...หักไปพร้อมๆกับใจดวงน้อยๆ
     
    เพื่อนๆพี่ๆร่วมก๊วนพากันมาดูยกใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น และเนื่องจากเป็นครั้งแรกในก๊วนที่มีคนตีไม้แบดหัก ก็เลยได้รับความสนใจเป็นพิเศษ พี่ไก่เดินมาถามว่า ยังตีต่อไหวมั้ยเนี่ย ด้วยสปิริตอันแรงกล้าก็เลยยืมไม้พี่หนุ่มมาตีจนจบเกม จากนั้นพี่หนุ่มเดินมาปลอบใจว่า เดี๋ยวพาไปซ่อมไม้ ไม่น่าจะแพงมาก ความรู้สึกตอนนั้นยากจะบรรยายมากๆ ถ้าจะเปรียบเทียบก็คงนึกถึงตอนที่ซื้อไอติมมาแล้วกำลังจะก้มไปกิน แล้วไอติมมันบินหนีลงไปจูบพื้นซะงั้น วันนั้นขับรถกลับบ้านด้วยใจห่อเหี่ยวเป็นที่สุด
     
    พอถึงบ้าน ก็บ่นให้แม่ฟัง บ่นจนแม่พูดว่า เออ เดี๋ยวม้าช่วยออกก็ได้ พันนึง น่าน...ลำบากแม่อีก (รักม้าที่ซู้ดเลย)
     
    เรื่องซ่อมไม้ ผมมารู้ตอนหลังว่า ประมาณ 800-1000 บาท แล้วก็ต้องไปไกลถึงบางลำภูเลยด้วย เลยต้องมานั่งคิดหนักว่าจะซ่อมดีมั้ย ตอนนี้ยังเก็บซากไว้ที่ออฟฟิศ ใครสนใจก็แวะมาดู มาสมน้ำหน้า หรือมาร่วมบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือการฟื้นคืนชีพของไม้อันนี้ได้นะขอรับ
     
    วันต่อมา ตื่นมาพร้อมกับลางสังหรณ์ในใจที่ไม่ค่อยดีนัก ประกอบกับเมื่อวานที่ไม้แบดหักก็เลยอยากนอนอยู่บ้านเฉยๆ แต่เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก เมื่อพ่อบอกให้เอารถไปซ่อม ผมก็บอกไปว่า ไปวันอื่นได้ป่ะ แต่ไม่ได้บอกสาเหตุว่าทำไมถึงไม่อยากไป ป๊าก็คงนึกว่าผมขี้เกียจ ก็เลยบอกว่า เอาไปซ่อมซะให้มันเสร็จๆ เกิดมันเสียขึ้นมากูจะได้ไม่ต้องขับรถไปรับตอนดึกๆ เจอดอกนี้เข้าไปก็เลย เอาวะ ไปก็ไป ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าขี่รถออกจากบ้าน ไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ความซวยก็เรียกหาอีกคำรบ
     
    เรื่องมีอยู่ว่าผมก็ขับชิดซ้ายมาดีๆ ตามรถเมล์มาเรื่อยๆ พอใกล้ๆถึงป้ายที่รถเมล์จะจอด ผมก็เตรียมจะออกขวาแซงขึ้นไป เจ้ากรรมที่มีรถเมล์อีกคันขับตามมาเลนขวาและจะจอด ผมก็เผลอขับออกขวาอีกตามสัณชาตญาณคนขับมอเตอร์ไซค์ที่เอะอะก็จะไปข้างหน้ามันท่าเดียว พอขี้แซงรถเมล์คันที่สองเท่านั้นแหละ คุณตำรวจก็โบกมือหยอยๆ บอกน้อยจะไปชายแดนได้ให้ไอ้วีจอดเข้าข้างทาง
     
    วี: มีอะไรหรอครับ
    ตำรวจ:ขอดูใบอนุญาตด้วยครับ...ทำไมไม่ขับชิดทางเท้าล่ะครับ รู้ไหมว่ามันผิดกฎ
    วี: แต่ผมเพิ่งจะแซงรถเมล์คันเมื่อกี้มาเองนะพี่ ก็มันไม่ยอมจอดเลนซ้ายอ่ะ
    ตำรวจ:แต่คุณก็ควรจะรอนะครับ เพราะว่ามันผิดกฎ คุณอย่าใจร้อนสิครับ
     
    เจอไม้นี้เข้าไปก็เลยพูดไม่ออก ได้แต่ยอมให้เขาเขียนใบสั่ง จากนั้นก็เอารถไปซ่อม เสียตังค์ไปอีกพันสอง แล้วก็ไปจ่ายค่าปรับอีกสี่ร้อย ได้ใบยึดใบขับขี่กลับมาดูเป็นที่ระลึกที่บ้านหนึ่งใบ
     
    ด้วยความที่กลับมาช้า พ่อก็เลยถาม พอบอกไปว่าโดนตำรวจเรียกเท่านั้นแหละ ก็โดนถามต่อว่า แล้วบอกเค้ารึเปล่าว่าให้ช่วยๆหน่อย
    "ป่าวอ่ะ"
    "แล้วไมไม่บอกเค้าล่ะ ทีหลังก็บอกเค้า จ่ายไปร้อยเดียวก็พอ นี่โดนตั้งสี่ร้อย แถมโดนยึดใบขับขี่อีก โง่ป่าวเนี่ย"
     
    อึ้งไปเลย...
     
    อันที่จริง ผมว่าไอ้ที่ผมทำไปเนี่ยก็เป็นเรื่องที่น่าจะถูกต้องถูกระบบกฎหมายแล้วนะ แต่กลายเป็นว่าถูกกฎหมายแต่ไม่ถูกใจใครบางคนซะงั้น ผมว่าเพราะแบบนี้รึเปล่าตำรวจไทยส่วนใหญ่ที่ตั้งด่านจึงมักถูกเรียกว่า "ด่านไถเงิน"
     
    ผมเคยเจอด่านแถวบ้านเหมือนกัน อันนี้ผมว่ามันก็ดูเป็นด่านไถเงินจริงๆนั่นแหละ มีอย่างที่ไหนตั้งข้อหาแต่ละอันแปลกๆทั้งนั้น แต่ตำรวจบางคนผมว่าเค้าก็ทำตามหน้าที่นะครับ แต่หลายคนพอถูกเรียกก็มักจะออกลูกเบ่งหรือบอกว่า "ช่วยหน่อยเถอะครับ" พอคุณตำรวจช่วยก็กลายเป็น "ไถเงิน" ซะงั้น พูดอย่างนี้อาจจะดูมองโลกในแง่ดีเกินไป แต่ผมก็คิดว่า การยอมรับใบสั่งจากคุณตำรวจแล้วก็ไปจ่ายค่าปรับตามปกติ น่าจะลดปัญหานี้ได้ไม่มากก็น้อยแหละครับ
     
    จบดีกว่า...