Nitisak's profileI'm just a man who are l...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 01

    ชีวิตเป็นเรื่องตลก...

    เมื่อวานได้ดูละคอนซิทคอมเรื่อง ตลก6ฉาก ซึ่งมีเพลงประกอบก่อนตัดเข้าโฆษณาที่ร้องว่า "...เพราะชีวิตเป็นเรื่องตลก..." จนพาลมาให้คิดตามประสาคนฟุ้งซ่านว่า ชีวิตนี้มันเป็นเรื่องตลกจริงหรอ ถ้าชีวิตมันตลกจริง ทำไมผมไม่เห็นคนโน้นคนนี้เขาจะหัวเราะขำขันกันตรงไหน ยิ่งมาเจอปัญหาของเพื่อน-พี่ร่วมงานที่ดูจะน่าเศร้ายังไงไม่รู้ ยิ่งรู้สึกเลยว่า ชีวิตแมร่งไม่ตลกเลยว่ะ
     
    แล้วจะทำยังไงให้ชีวิตเป็นเรื่องตลกล่ะ ผมว่าสิ่งแรกที่เราต้องทำและต้องทำให้มากๆก็คือ ปล่อยวาง ปลงๆกับสิ่งรอบตัวบ้าง ที่บอกว่าสิ่งรอบตัว ไม่ใช่สิ่งร้ายๆ ก็เพราะว่าวันหนึ่งลาบ น้ำตก ส้มตำ...เอ้ย ลาภ ยศ สรรเสริญที่วิ่งเข้ามาหาเราในวันนี้ มันอาจจะวิ่งหนีเราไปวันไหนก็ได้ เพราะใดๆในโลกล้วนอนิจจัง ดังนั้น เวลามีลาภ เราก็ควรจะเอาน้ำตกมากินด้วย เอ้ย ไม่ใช่ เวลามีลาภเราก็ควรคิดอยู่เสมอว่า สักวันหนึ่งมันต้องไปจากเรา เหมือนที่หลวงพ่อสมชายเคยสอนให้ฟังว่า เวลามีเรื่องดีๆเข้ามาหา มีแฟนดีๆ มีแก้วแจกันสวยๆ ก็ให้คิดอยู่เสมอว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากธาตุทั้ง5 วันหนึ่งมันก็ต้องสลายแยกกลับไปตามสภาพเดิมของมัน เวลาเราเสียมันไป เราจะได้ไม่คิดมาก เวลาแฟนมาบอกเลิก ก็ให้บอกเขาไปว่า "สาธุ" แต่ถ้าคิดไม่ทันก็ให้บอกไปว่า "กูว่าแล้ว"
     
    เวลาเจอเรื่องไม่สบอารมณ์ก็ให้คิดอยู่เสมอว่า ดีหนอๆ หลวงพ่อสมชายเคยเล่าให้ฟังว่า เด็กวัดคนหนึ่งมีหน้าที่ชงชากาแฟให้หลวงพ่อปัญญาทุกวัน ตกเย็นมีนัดเตะบอล เด็กมันก็รีบจะไปเล่นฟุตบอล จนหยิบของผิด แทนที่จะหยิบน้ำตาลดันหยิบกระปุกเกลือมาเติมใส่กาแฟ หลวงพ่อไม่รู้ฉันเข้าไปก็พูดว่าดีหนอๆ หลวงพ่อสมชายได้ยินก็ถามว่า หลวงพ่อมีอะไรหรือ หล่วงพ่อปัญญาท่านก็ตอบว่า ปกติฉันแต่กาแฟหวานๆ วันนี้ได้ฉันกาแฟเค็มๆบ้างก็ดีหนอ
     
    อันที่จริง การปลงตกหรือทำใจยอมรับกับสิ่งรอบตัวที่เกิดขึ้นมันก็ยากเหมือนกัน แต่ถ้าเราพยายามมองให้ชีวิตมันเป็นเรื่องตลก คิดซะว่ามันก็เป็นแบบนั้นแหละ ทุกอย่างเรากำหนดไม่ได้ ที่เรากำหนดได้มีแต่ใจเราว่าจะให้ใจเรารู้สึกกับมันยังไง จะรู้สึกว่ามันเป็นทุกข์ หรือจะรู้สึกว่ามันเป็นแค่สิ่งหนึ่งที่เข้ามาในชีวิต สักพักมันก็จะผ่านไป หรือจะลองดูคนอื่นที่เขาทุกข์มากกว่าเราก็ได้ ผมเคยลองแล้ว ได้ผลดีมากๆ จากที่เราทุกข์แล้ว กลายเป็นเห็นใจเค้า โห ทุกข์เรามันขี้เล็บไปเลยอ่ะ
     
    หากเรามองให้มันเป็นทุกข์ เราก็ทุกข์ แต่ถ้าเรามองให้มันไม่ทุกข์มันก็ไม่ทุกข์ ดังนั้น ก็สู้มาคิดให้มันไม่เป็นทุกข์ไม่ดีกว่าหรือครับ ไหนๆก็เกิดมาเป็นทุกข์อยู่แล้ว แค่นี้เองเนาะ ไม่ตายหรอก
     
    May the consciousness be with you...
     
     
    ป.ล. รู้นะ กำลังคิดว่า โห บวชมานี่ก็ได้อะไรดีๆกลับมาเหมือนกันใช่ไหมล่ะ 555 สาธุ

    สึกออกมาแล้วครับ...

    ลาสิกขากลับมาพบหน้าค่าตาในคราบของฆราวาสกันอีกครั้งเหมือนเดิม ก่อนอื่นคงต้องขอขอบคุณและอนุโมทนาบุญสำหรับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทั้งที่ไปร่วมงานและไม่ได้ไปร่วมงานด้วยนะครับ

    ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เพิ่งสึกมาจะถูกถามว่า เป็นไงบวชมาสงบขึ้นไหม ได้อะไรมาบ้าง ซึ่งผมเองก็มักจะตอบว่า ดีครับ สงบขึ้นเยอะเลย แต่พอด้วยบุคลิกที่ห่าม ดิบ และเสี่ยวของผม คนที่เคยถามก็กลับมาตั้งคำถามอีกรอบว่า ไม่เห็นจะสงบขึ้นเลย ไม่เห็นนิ่งขึ้นเลย จนผมเองก็แปลกใจว่า ทำไมหรอ คนที่บวชเรียนแล้ว สึกออกมา จะเป็นแบบ...แบบที่ผมเป็นอยู่เนี่ย ไม่ได้เลยหรอ ผมกลับมาเป็นปุถุชนคนธรรมดาลาสิกขาเพศแล้วนะครับ ถือศีล5เหมือนเดิมแล้ว อยู่ๆจะออกมาเต้นแร้งเต้นกา ร้องเพลงในแบบที่ชอบก็ไม่เห็นจะแปลกเลยนี่นา อันที่จริงก็ไม่ได้อะไรมากหรอกครับ แค่ไม่เข้าใจ ประกอบกับไม่ค่อยสบายใจกับคำพูดที่ว่า "ศาสนาไม่ได้ช่วยอะไรผมเลย" สักเท่าไหร่ เพราะหลวงพ่อสมชายเองก็สอนตั้งแต่ก่อนสึกแล้วว่า "พอสึกออกไป ทำตัวให้ดี เพราะเราเป็นเหมือนตัวแทนของพุทธศาสนา หากเราทำตัวดี เป็นคนดี ผู้คนรอบข้างก็จะคิดว่า เออ มันบชมาแล้วดีขึ้น แสดงว่าศาสนาช่วยขัดเกลาจิตใจได้ วันหน้าวันหลังเอาลูกหลานไปบวชบ้างน่าจะดี แต่พอมาเจอกับแบบนี้ก็เลยไม่ค่อยสบายใจเท่าไร เพราะเราก็ไม่ได้ทำอะไรผิดมากมายนี่หว่า แค่พูดมาก ปากหมา ชอบเต้นแร้งเต้นกาเท่านั้นเอง...(เอ่อ เริ่มรู้สึกละ ว่ามันก็เยอะเหมือนกัน)

    หากถามว่าไปบวชมาได้อะไรติดตัวมาบ้าง ก็คงเป็นเรื่องระเบียบวินัย(มีไม่มีลองถามแม่กับน้องที่บ้านดูก็ได้ น่าจะประจานกันได้อยู่) พยายามทำตัวให้ดี และวิธีคิดที่ช่วยให้ใจสบายและสงบ แล้วก็รวมไปถึงความรู้ด้านพิธีกรรมทางพุทธบางอย่างด้วย ซึ่งก็เป็นประโยชน์พอสมควรเมื่อที่ออฟฟิศจะจัดงานทำบุญเลี้ยงพระ หลังจากที่สึกมาไม่ทันไร

    อ้อ เดี๋ยวจะหาว่าไม่มีอะไรดีๆมาโชว์กัน ถึงจะดูเกกมะเหรกแบบนี้ แต่เพื่อนหลายคนที่ได้คุยกันก็มีบอกเหมือนกันนะครับว่า พูดจามีสาระขึ้น ดูมีเหตุมีผลในแบบของคนพุทธมากขึ้น (แต่เรื่องไร้สาระก็ยังพูดมากอยู่ดี 555) เอาเป็นว่าใครสงสัยอะไรก็มาคุยกันได้ ถ้าตอบได้ก็จะตอบ ถ้าตอบไม่ได้ก็จะแนะนำให้ไปถามพระท่านที่วัดละกัน

    ว่าแต่ว่า ถ้าเป็ฯอย่างนั้น ไปถามหลวงพี่ท่านตั้งแต่แรกเลยไม่ดีกว่าหรอ...