Nitisak's profileI'm just a man who are l...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
May 17 Horsemen VS Angels&Demons เวลาดูหนังหรืออ่านหนังสือในช่วงหลังๆ มักสนใจกับภูมิหลังของตัวละครที่มีผลต่อการกระทำในปัจจุบัน หรือในเรื่องราวมากเป็นพิเศษ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร รู้แต่เพียงว่ามันช่วยให้คนดูหรือคนอ่าน รู้สึกเชื่อถือถึงความสมจริงที่อ้างถึงในเรื่อง ก็แหม หนังสือหรือหนังที่ผมเสพแต่ละเรื่อง ถ้ามันขาดตรงนี้ไป มันจะไม่สนุกเลยน่ะสิครับ อย่างคินดะอิจิ นิยายเรื่องโปรดนี่ ที่ชอบเลยก็เพราะการเฉลยปูมหลังของตัวละครนี่แหละครับ เวลามันพรั่งพรูออกมา ถ้ามันไม่สมจริง หรือไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อถือได้ มันก็เหมือนคนสร้างหลอกคนดู และคนดูก็จะรู้สึกว่า อ้าว เมิงหลอกกูหรือนี่ การลงมือสังหารใครสักคนมันเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญมากๆ เลยนะครับในความรู้สึกของผม (ที่คิดว่า คนส่วนใหญ่มีหิริโอตตัปปะมากในระดับหนึ่งที่พอจะพิจารณาได้ว่า การปลิดชีวิตผู้อื่นเป็นบาปอย่างมหันต)์ ดังนั้น ถ้าตัวละครนั้นไม่ได้เก็บกดหรือถูกบีบคั้นอย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่า "แรงจูงใจ" ไม่เด่นชัดพอล่ะก็ รับรองว่าจืดสนิท ล่าสุดไปดู Horsemen และ Angels&Demons มา รู้สึกผิดหวังหน่อยๆ (ใครอยากไปดูก็อยากเพิ่งอ่านนะครับ เพราะว่าสปอยล์นิดๆ) ในเรื่องที่ว่านี้ แบบว่ามันไม่ค่อยเด่นเท่าที่ควร เริ่มที่ Horsemen ก่อนละกันครับ หนังเล่าเรื่องของชีวิตตำรวจคนหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญด้านการสอบสวนผ่านหลักฐานทางทันตกรรม เมื่อเกิดเหตุการณ์ประหลาดที่มีฟันของใครก็ไม่รู้ บรรจุอยู่ในห่อซิปล็อกกลางบึงน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง พร้อมกับคำว่า "Come and see" ที่ปรากฏอยู่สี่มุมของที่เกิดเหตุ การสอบสวนเรื่อยมาจนพบศพที่หนึ่งพร้อมกับคำที่ว่าเหมือนกัน เหยื่อเป็นหญิงลูก 3 ซึ่งคนโตเป็นลูกบุญธรรม จากนั้นก็เล่าเรื่องมาเรื่อยๆ พบศพต่อๆไป ในขณะที่ตัวตำรวจเองก็มีปัญหากับลูกชาย 2 คน เพราะไม่ค่อยมีเวลาให้ หลังจากที่ภรรยาได้จากโลกนี้ไป โดยที่เขาไม่ได้อยู่ดูใจในช่วงเวลาสำคัญนั้นด้วย ต่อมาฆาตกร ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของเหยื่อรายที่หนึ่งก็มามอบตัวกับเขาเอง พร้อมกับให้ข้อมูลบางอย่าง ที่ตำรวจสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวไปจนถึงตำนาน four horsemen of apocalypse เมื่อเรื่องราวใกล้เข้าสู่ไคลแมกซ์ เรื่องก็หักมุมในแบบที่คนดูพอจะเดาได้(รึป่าว?)ว่า ใครคือผู้นำของกลุ่มที่ติดต่อกันผ่านเว็บไซต์ที่มีปรากฏคำว่า "You are the nothing" และเฉลยตอนจบก็คือ ตัวลูกชายของตำรวจคนนั้นนั่นเอง ผมคิดเอาเองว่า ธีมของเรื่องน่าจะเป็นปัญหาครอบครัว เช่น พ่อแม่ไม่ค่อยได้ให้เวลากับลูกมาก หรือปัญหาพ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยง เป็นต้น จนทำให้เด็กรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว และอาจพัฒนาไปจนถึงความเข้าใจผิดและความคับแค้นได้ โดยรวมผมถือว่าโอเคนะครับสำหรับหนังเรื่องนี้ ตื่นเต้นและกดดันอารมณ์ได้ดี ยิ่งมานึกถึงตอนที่ลูกชายนายตำรวจบอกว่า "สิ่งที่พ่อต้องทำก็คือการเดินเข้าห้องผม แต่พ่อทำแค่เดินผ่านมันไปเท่านั้น" หลังจากที่นายตำรวจรู้แล้วว่า ลูกชายตนเองเป็นผู้นำของกลุ่ม four horsemen และได้เห็นลูกชายแขวนตัวเองให้เห็นต่อหน้าต่อตา เป็นใครก็คงต้องรู้สึกเจ็บในใจทั้งนั้นแหละครับ และอาจจะรู้สึกด้วยว่า ตนเองนั่นแหละที่ "Your are the nothing" แต่ที่รู้สึกหงุดหงิดใจนิดหน่อย (นิดหน่อยจริงๆนะ) คือ บทคริสทีนที่จางซิยี่เล่นน่ะคับ ผมรู้สึกว่า พฤติกรรมเธอแปลกๆชอบกล มันดูยั่วยวนผิดปกติยังไงไม่รู้อ่ะครับ ยิ่งพอมาคิดถึงสาเหตุที่เธอทำแบบนั้น ก็ยิ่งหงุดหงิดใจมากขึ้นด้วย นิสัยเธอเปลี่ยนไปเพราะถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน หรือเธอยั่วยวนพ่อจนถูกข่มขื่นกันแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจครับ ใครเข้าใจช่วยมาไขข้อกระจ่างให้หน่อยนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูง มาที่เทวากับซาตานฉบับภาพยนตร์กันบ้าง ไม่ขอเล่าเรื่อง เอาตรงที่ข้องใจเลยก็แล้วกันนะครับ บทภาพยนตร์ถูกเขียนใหม่โดยให้เรื่องราวเิกิดขึ้นหลัง The Da Vinci Code (แต่ฉบับหนังสือ เทวาฯมาก่อนครับ) และมีการเปลี่ยนชื่อตัวละครบางตัวและสลับตัวละครด้วย (เช่้น โรเชร์ในภาคหนังสือกลายเป็นบาทหลวงท่านหนึ่งแทน) สิ่งที่ขัดใจที่สุดในการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ การเฉลยตอนจบคับ ผมรู้สึกว่า ภูมิหลังของตัวละครอย่างท่านคาเมอร์เลนโญ (หรือคาเมอร์เลงโกในภาคภาพยนตร์) ดูอ่อนไปจนทำให้ไม่เห็นแรงจูงใจที่ชัดเจนมากนัก ไม่เข้าใจว่าท่านคาเมอร์เลนโญสร้างเหตุการณ์เช่นนี้เพื่ออะไร ผมเห็นว่า บทภาพยนตร์ทำให้ท่านกลายเป็นเพียงคนคลั่งศาสนาคนหนึ่งเท่านั้น ทั้งๆที่ในหนังสือค่อนข้างชี้ประเด็นแรงจูงใจของท่านไว้ได้อย่างดี (ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ผมค่อนข้างคาดหวังจากหนังเรื่องนี้พอสมควร และอาจทำให้กลายเป็นอคติด้วย) ทั้งเรื่องความผิดหวังในตัวพระสันตปาปา ที่เป็นทั้งผู้มีพระคุณและพ่อแท้ๆ ของตัวเอง และแนวคิดเรื่องศาสนากับวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ บทบาทของมอร์ตาติ (หรือบาทหลวงสเตราส์ในภาคภาพยนตร์) ที่แสดงบทบาทผู้นำด้านจิตวิญญาณ การมีสติ และการใช้เหตุผลในหมู่พระคาร์ดินัลได้อย่างดี จนได้รับเลือกให้เป็นพระสันตปาปาคนต่อมาในภาคหนังสือ และเรื่องราวความรักระหว่างแลงดอนกับวิตโตเรีย ก็ไม่มีปรากฏอยู่ในภาคภาพยนตร์เลย อย่างไรก็ดี ผมยังรู้สึกดีที่ตัวบทมีประโยคเด็ด (ที่ผมคิดว่าเด็ด) อยู่ด้วย นั่นคือ ศาสนายังมีข้อบกพร่อง นั่นก็เพราะมนุษย์เรายังมีข้อบกพร่อง ศาสนาและวิทยาศาสตร์ต่างก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่มนุษย์ใช้อธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว มันจะเป็นเครื่องมือที่ดีดุจเทวดาที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ หรือเครื่องมือที่เลวดุจซาตานชั่วร้ายที่เฝ้าทำลายมนุษย์ ก็ขึ้นอยู่กับคนที่ใช้มัน หากลองดูในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ศาสนาเองก็เคยเป็นเครื่องมือที่ชั่วร้าย (เช่น ในยุคกลางของยุโรป) และที่ดี (หลักธรรมคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลที่สอนให้มนุษย์รักและให้อภัย ซึ่งกันและกัน) เฉกเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ที่เป็นทั้งเทวาและซาตานได้เช่นกัน (ช่วยเหลือมนุษย์ให้มีอายุยืนยาวขึ้นและทำลายล้างโลกด้วยปรมาณู) ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นศาสนาหรือวิทยาศาสตร์ มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะใช้ให้มันเป็นอะไร จงจำไว้ว่า "พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เสมอ..." (มาจากหนังเรื่องอะไรให้ทาย...) May 10 อีกหนึ่งวันที่ไม่อยู่บ้านช่วงนี้เป็นวันหยุดต่อเนื่องกัน 4 วันสำหรับตัวเองและพลพรรคที่ออฟฟิศครับ หลังจากที่ได้หยุดแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ในช่วง "เย็นทั่วหล้า มหาสงคราม" เอ้ย มหาสงกรานต์ มาแล้วก่อนหน้านี้ที่หยุดต่อเนื่องกัน 8 วันจากเหตุการณ์บ้านเมือง (อันที่จริงได้หยุดแค่ 6 วันเท่านั้นล่ะครับ เพราะต้องมาทำงานในวันพฤหัสบดีที่ 16 แต่ก็ยังถือว่าเป็นวันหยุดอยู่ดีล่ะนะ) แต่ดูเหมือนตัวเองในช่วงนี้ไม่ค่อยชอบวันหยุดยาวๆ สักเท่าไหร่ เพราะว่าหยุดแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรดี อย่างช่วงสงกรานต์ก็ไม่ได้ไปไหนเลย ได้แต่อยู่บ้านดูข่าว แล้วนี่มาเจออีก 4 วัน งวดนี้ก็เลยพยายามวางแพลนล่วงหน้าว่าจะทำอะไรบ้าง จะได้ไม่ฟุ้งซ่านคิดโน่นคิดนี่อีก เริ่มกันที่วันศุกร์ที่หยุดเนื่องในวันวิสาขบูชา ก็วางแผนกับที่บ้านว่าจะไปร่วมงาน เดิน-วิ่งสมาธิ ที่พุทธมณฑล ซึ่งไปร่วมกันมาปีนี้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้ว ไปกันแต่เช้าครับ ตื่นตั้งแต่ตี 4.30 ไปถึงที่งานตอนตีห้านิดๆ แต่กว่าจะได้เริ่มวิ่ง ก็ปาเข้าไป 7 โมงกว่าครับ เนื่องจากปีนี้ดูเหมือนว่าประธานในพิธี ซึ่งก็คือ รมว.อุตสาหกรรมมาสายครับ ตามกำหนดเริ่มปล่อยวิ่งประมาณ 6.30 ทำไปทำมาก็เลยลากยาวไปโน่น แหม กว่าจะพูดโน่นพูดนี่จบ ก็หมดเวลาไปตั้งเท่าไหร่แล้ว แทนที่จะได้รีบวิ่งแต่เช้า จะได้ไม่ร้อนมาก งานนี้ก็เลยมีงานประธานโดนโห่ไล่เกิดขึ้น ก็สมควรล่ะครับ จากนั้นก็เข้าสู่คราวซวยของตัวเองแล้วครับ เพราะวิ่งไปได้สักหน่อย เข่าขวาเจ้ากรรมก็รู้สึกว่าจะปวดขึ้นมา แต่ก็ไม่มากนัก แล้วก็ไม่อยากจะฝืน ก็เลยบอกไอ้โก้ว่า วิ่งไปก่อนเลยละกัน เดี๋ยวอาจจะไปสมทบกับม้า เปลี่ยนไปเดินแทน ปรากว่าวิ่งไปเรื่อยๆ อาการที่ว่าเริ่มหาย ก็เลยวิ่งต่อ เข้ากม.ที่ 5 ซึ่งเลยช่วงโค้งที่จะเปลี่ยนใจไปเดินมาแล้วประมาณ 2 กิโล อาการก็มากำเริบอีกคำรบ คราวนี้งานเ้ข้าจริงๆเลยครับ เพราะจะกลับตัวย้อนทางเก่ากับเดินหน้าไปเหมือนเดิมก็ไม่ต่างกัน สุดท้ายก็เลยตัดสินใจเดินหน้าละกันฟะ กัดฟันวิ่งๆ เดินๆ จนในที่สุดก็ครบ 10 กิโลด้วยเวลา 1 ชม. 15 นาที รับพระกลับมาพร้อมกับอาการปวดเข่าซ้ายอย่างรุนแรง (ในความคิด) กลายเป็นไอ้เป๋เดินโขยกเขยกอยู่ในบ้าน แถมยังโดนด่าอีกด้วย แหม ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ กลับมาบ้าน จุ๊เพื่อนรักก็โทรเข้าบ้าน เพราะโทรเข้ามือถือแล้วไ่ม่มีคนรับ เอ่ยปากชวนไปมหาลัย เพื่อจะไปซ้อมเชียร์ให้น้อง ตอนแรกก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะไป แต่พอเดินขึ้นมาถึงห้องเพื่อจะอาบน้ำ ก็ยอมรับกับตัวเองว่า อาการหนักกว่าที่คาดไว้ เลยโทรไปยกเลิก จากนั้นก็นอนพักทั้งวันครับ วันรุ่งขึ้นก็มีแพลนที่วางกันไว้กับที่ออฟฟิศว่าจะไปเที่ยวร้าน Primo Posto del Khao Yai ที่ปากช่องกัน หลังจากที่วางแผนกันมานานแ่ต่ไม่ได้ไปกันสักที ก็ขับรถกันไปครับ อาการเจ็บเข่าก็ยังมากวนใจอยู่เป็นระยะ แต่พยายามไม่ใส่ใจมาก ก็ขับรถกันไป แวะกินข้าวที่บ้านเก๋แล้วไปต่อกันที่ร้าน แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ฝนตกครับพี่น้อง ก็เลยนั่งกินกาแฟรอแดดออกเพื่อถ่ายรูปกัน นั่งรอกันตั้งแต่ บ่ายโมงกว่าถึงสองโมงกว่า ก็ยังไม่มีทีท่าว่าฝนจะหยุดง่ายๆ ก็เลยตัดสินใจไปถ่ายรูปกันตรงที่ไม่เปียกฝนมากนัก จากนั้นก็ลามไปไร่องุ่น ถ่ายรูปกันเกือบชั่วโมง ฟ้าฝนก็เริ่มเป็นใจ พาแดดออกมาทักทายพวกเราบ้าง แต่ดูเหมือนจะมาช้าไปนิด เพราะแดดเริ่มสวยก็ปาเข้าไป 4 โมงกว่าแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็กดรูปกันไปเพียบครับพี่น้อง ถามถึงความรู้สึกก็โอเคครับ ทริปนี้ไม่เหนื่อยมาก ไม่เปลืองงบเท่าไหร่ แถมได้มาเจอที่สวยๆให้ถ่ายรูปกัน (ไปอยู่โน่นเกือบ 4 ชม. แต่มีรูปตัวเองติดมาน้อยมาก แต่ก็รู้สึกดีที่ถ่ายรูปชาวบ้านแล้วออกมาสวยครับ) แต่กาแฟนี่ คราหน้าจะสั่งลาเต้ครับ...หวานมันด้วย กินกาแฟดำคราวนี้แล้วทำใจไม่ได้สักเท่าไหร่ ก่อนกลับแวะกินข้าวที่ร้านครูต้อพร้อมซื้อของฝาก ไปส่งคนโน้นคนนี้ กลับมาถึงแถวบ้านตอนสามทุ่ม แหะๆ แต่ยังไม่ได้เข้าบ้านครับ ไปแวะอยู่บ้านเพื่อนบี...เพื่อนสมัยทวีธาฯ ซึ่งถือว่าบ้านใกล้กันมาก อยู่ถัดกันไปสองป้ายรถเมล์แต่คนละฝั่งและต้องเข้าซอยไปอีก แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องถือว่าใกล้มากอยู่ดี ด้วยอารามอยากเจอเพื่อนฝูง ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่า ไม่พ้นกร สมชาติ และเจ้าของบ้านแหงมๆ (คราวที่แล้วก็มีเท่านี้) แต่ก็อยากมา เลยโทรกลับมาบอกที่บ้านว่า จะกลับสักสี่ทุ่มครึ่ง แต่เพราะนั่งคุยกันออกรสเลยนั่งยาวจนถึง เที่ยงคืนกว่า จนแม่บอกว่า 15 นาทีเอ็งทำไมมันนานเป็นชม.เลยฟะ ก็แหม แค่ไม่อยู่บ้านวันเดียวเอง... ป.ล. กร อ้น เหล้าที่กูชงให้มันอร่อยจริงๆใช่ป่าววะ ขอโทษนะที่เผลอทำเหล้าหกไปบ้าง 555 |
|
|