Nitisak's profileI'm just a man who are l...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 04

    ดูหงส์ปีกหักที่สวนลุมไนท์ (กับใครหลายคนที่หนึ่งในนั้นกลายเป็นแพะ!!!)

    เมื่อวานนี้เป็นวันเสาร์ที่เป็นวันหยุดของผมในรอบหลายๆเดือนที่ผ่านมา เพราะปกติทำงานเสาร์อาทิตย์ตลอด วันหยุดจึงไม่ตรงกับชาวบ้าน เวลานัดไปไหนมาไหนกับเพื่อนแต่ละทีก็ลำบากเหลือเกินเพราะว่างไม่ตรงกัน
     
    และในฐานะที่เป็นวันหยุดเนื่องในวันมาฆบูชา ฟ้าก็เลยประทานบิ๊กแมตช์มาให้ดูอย่างศึกวันแดงเดือดระหว่าง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล กับ "ปีศาจแดง" แมนฯยูฯ อันที่จริงคงต้องบอกก่อนว่า ศึกวันแดงเดือดในหลายๆนัดหลายๆปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะลดดีกรีและความดุดันลงมามาก ไม่เหมือนเมื่อก่อน (ช่วงต้นทศวรรษ 90) ที่เจอกันที่ไรเตะกันไฟแล่บทุกที เพราะหงส์แดงกลายเป็นลูกไล่ของพวกเด็กผี ศิษย์เฟอร์กี้มาตลอดไม่ว่าจะเตะที่ "This is Anfield" หรือ Old Trafford (อ่านว่า โอลด์แทรฟเฟิร์ดตามสำเนียงอังกฤษนะครับ) ถ้าจำไม่ผิด แฟนหงส์ต้องน้ำตาตกมาตลอดแม้แต่เกมในบ้าน เพิ่งจะมีปีที่แล้วนี่เองที่ยันเสมอผีแดงได้ที่แอนฟิลด์ 0-0 ส่วนปีก่อนๆนั้นแพ้ตลอดศกครับ อันนี้นับเฉพาะสถิติในลีกนะครับ เพราะถ้าในบอลถ้วย ลูกทีมของราฟาก็เพิ่งทำให้แฟนานุแฟนหงส์แดงได้ยืดอกบ้างด้วยการเอาชนะแมนฯยูฯได้1-0ในเอฟเอคัพก่อนจะเฉือนเอาชนะเวสต์แฮมคว้าถ้วยเอฟเอคัพไปเชิดหน้าชูตาบ้าง (ถึงตรงนี้ แฟนหงส์บางคนก็เลยเอาไปคุยทับเด็กผีว่า อย่างน้อยก็ดีกว่าถ้วยลีกคัพที่แมนฯยูฯได้ล่ะน่า 555) ซึ่งทำให้ดีกรีความร้อนแรงของศึกแดงเดือดไม่ร้อนแรงจริง บางทีอาจสู้เกมเด็กผีเจอเด็กปืนหรือลูกทีมของเดอะสเปเชียลวันอย่างเฮียมูไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะหงส์แดงมักหลุดวงโคจรในการลุ้นแชมป์ลีกไปก่อนเสมอ
     
    ถ้าใครติดตามผลงานของหงส์แดงมาตลอดก็จะทราบว่าปัญหาใหญ่ของเดอะค็อปก็คือ การยืนระยะในการแข่งขันที่ยาวนานในลีก หรือพูดง่ายๆก็คือความสม่ำเสมอนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการทีมคนไหนก็ตาม การทำให้เครื่องจักรสีแดงติดแบบไม่มีดับหรือเครื่องกระตุกแหง่กๆอีกนั้นช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน ขนาดจอมแท็กติกอย่างราฟายังออกมายอมรับตั้งหลายหนว่าทีมของเขาขาดความสม่ำเสมอในการต่อสู้กับทีมคู่แข่งในลีก
     
    แต่ดูเหมือนว่าปีนี้จะแตกต่างออกไปจากปีก่อนๆเมื่อฟอร์มของหงส์แดงตะแคงฟ้าเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เล่นดีในหลายๆนัดที่ผ่านมาโดยเฉพาะการบุกไปชนะบาร์เซโลน่ายอดทีมเมืองกระทิงถึงถิ่นคัมป์นูในแชมเปี้ยนส์ลีก แถมยังไม่แพ้ใครในบ้านติดต่อกันมา 30 นัดเข้าไปแล้ว ด้วยเหตุนี้แฟนหงส์แดงส่วนใหญ่จึงหวังอยู่ลึกๆว่า ลูกทีมของราฟาอาจสร้างเซอร์ไพรซ์ให้แฟนหงส์ได้ลิงโลดก็ได้
     
    ด้วยฟอร์มการเล่นที่ดีขึ้นเป็นลำดับและสถิติที่น่าเกรงขามจึงทำให้ดีกรีความร้อนแรงของศึกแดงเดือดระอุขึ้นมาอีกหน่อย อย่างน้อยแฟนหงส์ก็พอจะพูดได้ว่า "ตูไม่ใช่ลูกไล่ของเด็กผีเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะเฟ้ย" แม้แต่พี่แจ็คกี้ยังเขียนลงในซอคเกอร์ว่า ลูกทีมของราฟาอาจสร้าง "ปาติหาน" ที่แอนฟิลด์ก็ได้
     
    ผมว่าอีกสาเหตุหนึ่งที่เดอะค็อปทั้งหลายอยากให้ทีมรักของตนชนะหรืออย่างน้อยก็ต้องไม่แพ้ก็เพราะว่ากลางสัปดาห์นี้หงส์แดงมีคิวต้องหวดแข้งกับทีมอาซูลกราน่าอีกครั้งในแชมเปี้ยนส์ลีกนัดที่2ที่แอนฟิลด์ ซึ่งถ้าลิเวอร์พูลแพ้แมนฯยูฯคาบ้านในนัดนี้ หลายคนเกรงว่าจะส่งผลต่อสภาพจิตใจและฟอร์มการเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกได้
     
    และเนื่องจากต้องการเห็นศึกแดงเดือดที่เริ่มกลับมาเดือดจริงๆอีกครั้งให้ประจักษ์กับตาตัวเอง จึงถ่อสังขารจากบ้านไปดูบอลนัดนี้ที่สวนลุมไนท์บาซาร์พร้อมกับเพื่อนที่ทำงาน ซึ่งก็มีทั้งเด็กหงส์เด็กผี พอไปถึงเท่านั้นเองการคุยทับบลัฟแหลกก็เกิดขึ้นตั้งแต่บอลยังไม่ทันเริ่มเขี่ยลูก
     
    ขอเล่าอีกนิด มีพี่คนนึงที่ออฟฟิศ ชื่อพี่อู้ด แกเป็นเดอะค็อปเหมือนกัน และตามสถิติที่ผ่านมาแล้ว ไปดูลิเวอร์พูลเตะกับแกทีไรเป็นแพ้ทุกที มีนัดเดียวที่เสมอคือนัดเจอเอฟเวอร์ตันในบ้าน 0-0 นัดนั้นไปดูกันที่สามย่าน แต่ปกติดูกับแกที่ไอริชผับ สีลมซอย4 สถิติแพ้รวด 3 ครั้ง ไปดูกับคนอื่นไม่แพ้ แถมชนะด้วย พอเจอหน้ากันก็เลยแซวกันนิดหน่อยว่า พี่มาด้วยนี่หงส์จะแพ้มั้ยเนี่ย พี่อู้ดแกก็บอกว่า ไม่แพ้หรอกกูทำบุญมาแล้ว
     
    รูปเกมในครึ่งแรกของหงส์แดงดูเหมือนว่าจะเล่นได้ดีกว่าแมนฯยูฯในหลายๆจังหวะ โดยเฉพาะการครองเกมในแดนกลาง ดูเหมือนโม่โม่ ซิสโซโก้และอลองโซ่จะทำได้ดีกว่าคู่ขาต่างวัยอย่างสโคลส์และคาร์ริค แต่โอกาสในการจ่ายทะลุกองหลังแมนฯยูฯที่มียักษ์ยืนอยู่ 2 ตัวอย่างเนมานย่า วิดิชและริโอ เฟอร์ดินานด์ก็ยังน้อยมากๆ นอกจากการเปิดออกข้างให้ตัวจี๊ดอย่างเบลลามี่วิ่งไปเก็บบอลและครอสเข้ามา การทำเกมของลิเวอร์พูลก็ยังดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ได้แค่วูบวาบ ส่วนแมนฯยูฯนั้น ก็มีโอกาสในการเข้าทำบ้างแต่ก็ยังปิดสกอร์ไม่ได้ โรนัลโด้และรูนี่ย์ก็ยังเป็นตัวอันตรายในหลายๆจังหวะจนนักเตะลิเวอร์พูลต้องทำฟาวล์เบรกเกมไว้หลายครั้ง
     
    ถึงตรงนี้ผมว่าหลายคนคงสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างแมนฯยูฯและลิเวอร์พูลแล้ว เพราะแม้จะมีโอกาสมากกว่าแต่ลิเวอร์พูลกลับโหมบุกได้ไม่เต็มที่ ส่วนแมนฯยูฯนั้นได้โต้ขึ้นมาแต่ละทีได้เสียวเกือบทุกลูก
     
    จบครึ่งแรก แต่ละฝ่ายส่งลูกเข้าไปกองที่ก้นตาข่ายกันคนละครั้งจากเบลลามี่และรูนี่ย์ แต่ก็ล้ำหน้าทั้งคู่
     
    เริ่มครึ่งหลังรูปเกมก็ยังเหมือนเดิม หงส์แดงเป็นฝ่ายครองเกมและเดินหน้าเข้าทำมากกว่า ขณะที่แมนฯยูฯก็ตั้งรับรอสวนกลับอย่างใจเย็น โดยในช่วง 20 นาทีสุดท้ายราฟาเปลี่ยนปีเตอร์ เคร้าช์ลงมาเสริมเกมรุก ซึ่งก็เกือบทำประตูได้โดยเฉพาะลูกที่พักอกแล้วซัดที่กรอบหกหลา แต่ถูกฟาน เดอ ซาร์ปัดออกไปได้
     
    เสียดายว่าถ้ายิงลูกเรียดต่ำกว่านี้ ฟาน เดอ ซาร์คงล้มตัวปัดไว้ไม่ทัน
     
    อ้อ เล่าข้ามไปหน่อย โอกาสของลิเวอร์พูลน่าจะมากขึ้นเมื่อรูนี่ย์ถูกคาร์ราเกอร์เตะสกัดจนเลือดอาบต้องเปลี่ยนตัวออก ซึ่งก็หมายความว่าเกมรุกของแมนฯยูฯจะด้อยลงไป ในขณะที่ลิเวอร์พูลก็น่าจะเปิดเกมรุกได้มากกว่าเดิม
     
    ถึงนาทีที่ 85 แมนฯยูฯก็ต้องเหลือ 10 คน เมื่อสโคลส์เก็บอารมณ์ไม่อยู่จะเอาหมัดไปชกหน้าอลองโซ่ โชคดีที่ไม่โดนอลองโซ่แต่กรรมการเห็นพอดีจึงโดนใบแดงออกไปอาบน้ำก่อนใคร
     
    ถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าไม่มีเดอะ ค็อปคนไหนคิดว่าทีมตัวเองจะแพ้หรอกครับ อย่างน้อยๆก็ต้องมีแต้มติดมือแน่นอน จนกระทั่งนาทีที่ 90 กิ๊กส์ลากขึ้นมาจนโดนทำฟาวล์บริเวณมุมเขตโทษด้านซ้าย ซึ่งเข้าทางยิงของกิ๊กส์พอดิบพอดี
     
    ตอนแรกที่เห็นเสียฟาวล์ ในใจผมรู้สึกถึงลางไม่ดีขึ้นมาในทันใดเหมือนตอนที่เสียลูกเตะมุมในศึกเอฟเอคัพปี94-95ก่อนจะโดนคันโตน่าดีดลูกยิงพิสดารผ่านมือเดวิด เจมส์เข้าประตูไป
     
    แล้วลางสังหรณ์ของผมก็เป็นจริงครับ เมื่อกิ๊กส์ที่ยืนคู่กับโรนัลโด้ซัดด้วยซ้ายเข้ามาแล้วเรย์น่ารับลูกกระฉอกออกมาให้จอห์น โอเชียตัวรองที่ลงมาแทนรูนี่ย์ซัดเข้าไป
     
    1-0 แมนยูนำ Oh My God
     
    ลิเวอร์พูลมาสร้างโอกาสบ้างแต่เหมือนนักเตะถอดใจกันหมดแล้ว ไม่วิ่งกันแล้ว เลยจบเกมด้วยสกอร์นี้
     
    ถ้ามาวิเคราะห์กันจริงๆก็คงต้องบอกว่าลิเวอร์พูลพลาดต้องที่การตั้งกำแพง คือ เรย์น่าน่าจะสั่งกำแพงบังมุมยิงของกิ๊กส์มากกว่าเพราะถ้าเข้าซ้ายมาก็ยิงได้เลยส่วนโรนัลโด้นั้นถ้าเปิดมาก็ยังอันตรายน้อยกว่า
     
    แต่นาทีนั้น จำได้ว่าตัวเองลุกขึ้นมาทันทีแล้วพูดว่า พี่หนุ่มคราวหน้าผมไม่มาดูบอลกับพี่อู้ดแล้วนะ
     
    อ้าว พี่อู้ดซวยซะงั้น
     
    ป.ล. พี่แจ็คกี้เขียนในซอคเกอร์ว่าลิเวอร์พูลจำเป็นต้องชนะนัดนี้ให้ได้เพื่อทำให้ตัวเอง สอบผ่าน ซักที แม้ว่าการสอบครั้งนี้จะเป็นการสอบซ่อมก็ตาม เพราะพลาดมาหลายครั้งแล้ว แต่ผมคงต้องบอกว่า...
    "ลิเวอร์พูลซ้ำชั้นมัธยมพรีเมียร์ลีกอีกแล้วครับท่าน!!!"