Nitisak's profileI'm just a man who are l...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 30 ขอให้โลกสงบสุขกันดีไหม..แล้วจะได้ไปเที่ยวทะเลด้วยกัน เมื่อ2-3วันก่อนได้ฟังเพลง "ท่านผู้ชม" ซิงเกิ้ลใหม่ของบอดี้สแลม ด้วยเนื้อหาที่โดนใจทำให้หลงรักเพลงนี้ไปโดยปริยาย ฟังแล้วทำให้หวนนึกถึงช่วงที่ทำงานอยู่ คนอ. ที่ผมมักจะบ่นอยู่เสมอๆว่า จะทำอะไรสักอย่างจะให้มันถูกใจไปซะทุกคนมันทำไม่ได้หรอก ดังนั้น ใครจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ แค่คิดให้ดีก่อนทำก็แล้วกัน จะได้ไม่เสียใจทีหลัง ยังไงซะผมก็ให้เครดิตคนทำอยู่แล้วล่ะ หลังจากนั้นไม่กี่ชม. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ออกมาแถลงข้อสรุปของคณะกรรมการ...อะไรสักอย่างที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบในตอนนี้ โดยมีหลายๆฝ่ายร่วมกัน รวมไปถึงนักวิชาการด้วย พล.อ.อนุพงษ์แถลงว่า มีมติเห็นควรให้นายกฯยุบสภาเพื่อล้างไพ่ใหม่ จากนั้นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทั้งที่บอกว่าท่านควรออกมาใช้กำลังปฎิวัติรัฐประหารและใช้กำลังปราบปรามกลุ่มคนที่ทำความเดือดร้อนให้บ้านเมืองไม่มห้อยู่เหนือกฎหมายเช่นประชาชนคนอื่นๆ พาลให้ผมคิดไปถึงเพลงนั้นของบอดี้สแลมว่า ทำยังไงก็คงไม่พอใจคนไทยทั้ง60กว่าล้านคนหรอก แต่ก็อยากให้กำลังใจท่านว่า ท่านทำดีที่สุดแล้วล่ะครับ แค่ท่านไม่ยกกำลังออกมาปฏิวัติรัฐประหารก็ดีสำหรับผมแล้วล่ะครับ อย่าออกมาให้เปลืองตัวเลยครับ ไม่รู้เหมือนกันว่า ตอนนี้บ้านเมืองนี้เป็นอะไรกันไปหมดแล้ว คุยกันดีๆไม่ได้หรืออย่างไร เอะอะก็ต้องใช้กำลังกัน ผมว่าถอยกันคนละก้าวดีไหมครับ สำหรับคนกลางๆสีเทาๆอย่างผม ผมว่าทางออกของปัญหาคือการมานั่งคุยกันอย่างเปิดอกน่าจะดีที่สุด ผมไม่เชื่อว่าการลาออกหรือยุบสภาของนายกฯจะช่วยแก้ปัญหาได้ สมมติว่านายกฯทำอย่างที่ขอจริงๆแล้วได้รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนนเสียงข้างมากและได้จัดตั้งรัฐบาลอีก ผมว่ารูปแบบเหตุการณ์ก็กลับมาเหมือนเดิมอยู่ดี ผมว่าตอนนี้ดูเหมือนพันธมิตรฯไร้จุดยืนของตัวเองไปแ้ล้ว ออกจะทำตัวเหมือนเด็กมีปัญหาไม่ได้ดั่งใจแล้วก็ออกมากระโดดเร่าๆเรียกร้องความสนใจด้วยการยึดปิดสนามบินเสียอย่างนั้น ผมว่างานนี้พันธมิตรเสียรังวัดไปเยอะเหมือนกันนะครับ เพราะประชาชนส่วนมากไม่ได้เห็นด้วยเหมือนที่เคยเป็นมา จากคนที่รู้สึกเฉยๆก็เริ่มกลายเป็นรู้สึกแย่มากขึ้น ยิ่งแกนนำออกมาให้สัมภาษณ์ในแนวว่า ไม่เจรจา ถ้าไม่ลาออก และถ้าจะสลายการชุมนุมก็พากำลังตำรวจมาเลย ผมว่าแบบนี้ยิ่งจะพาสถานการณ์เลวร้ายลงไปใหญ่ เมื่อวานได้ดูไทยพีบีเอส เขามีสัมภาษณ์นักยุทธศาสตร์สันติวิธีหลายๆคน ผมว่าวิธีพวกเขาน่าสนใจทีเดียว อย่างเรื่องการปลดอาวุธทั้งสองฝ่ายแล้วดำเนินการแบบมือเปล่า จับได้ก็จับไป หรือการบิณฑบาตอาวุธน่าจะช่วยยับยั้งความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจนนำไปสู่ความสูญเสียได้ จะอย่างไรก็ตาม ผมว่าคนไทยยังไม่ถึงภาวะที่จะต้องฟาดฟันกันอย่างรุนแรงซึ่งมันไม่จำเป็นเลย (แม้ว่าผมจะรู้สึกว่า กว่าที่คนไทยจะรู้สำนึกถึงความสำคัญของประชาธิปไตย สิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพ ตลอดจนจะหนักถึงการดำเนินการต่างๆที่ถูกต้องเหมาะสมในวิถีประชาธิปไตย จะต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและความเสียสละอันใหญ่หลวงอย่างที่ประเทศอื่นๆได้ผ่านมรสุมเหล่านั้นมา มากกว่าที่จะโดนจับยัดใส่มือแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็ตาม) ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยกันได้ เจรจาตกลงกันได้ โดยไม่ต้องถือไม้ไล่ตีหรือคุ้มครองตัวเองด้วยปืน ตอนนี้ผมก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์ต่างๆจะคลี่คลายไปในทางที่ดี แค่ถอยคนละก้าวมันไม่ได้มากมายอะไร มิหนำซ้ำยังจะได้ใจของประชาชนด้วยซ้ำ (ผมว่างานนี้คนชนะคือคนที่ยอมถอยก่อนนะ) นี่ก็ใกล้ปีใหม่แล้ว บรรยากาศจะได้ดีๆ มีคนมาเที่ยวกันเยอะๆ ให้มันสวนกระแสเศรษฐกิจโลกกันไปเลย 555 ว่าแต่สัปดาห์หน้า ผมจะไปเที่ยวทะเลแล้วล่ะ โห่ๆๆ November 20 ภูกระดึงรอบสองเสร็จสิ้นไปอีกหนึ่งทริปกับภูกระดึง หลังจากที่ได้วางแผนกับเพื่อนๆก๊วนเดียวกันที่มหาลัยมา 2 ปีกว่าว่าจะพากันไปให้ได้ คราวนี้มีสมาชิก 10 คนถ้วนประกอบไปด้วยผม เต้ แค้มป์ ดา จุ๊ ฝน หนึ่ง ตี่ เติ้ล และไอ้โก้...น้องชายสุดที่รัก สำหรับผมเอง ทริปนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่จะได้ไปเยือนภูกระดึงหลังจากที่เคยไปมาแล้วกับเพื่อนที่ทำงาน (และใครคนนั้นที่ใครคนนี้คิดถึงอยู่บ่อยๆ :P) ก็เลยไม่กังวลอะไรมาก เรื่องความลำบากก็รู้ดีอยู่แล้ว ก่อนไปคราวนี้พยายามฟิตร่างกายในระดับนึง แต่ก็ยอมรับว่าน้อยกว่าคราวที่แล้วอ่ะนะ เริ่มต้นทริปนี้ที่บิ๊กซีสะพานควาย เพื่อแวะกินข้าวเย็นเอาแรง ก่อนจะพากันไปอาบน้ำเตรียมตัวกันก่อนไปขึ้นรถที่หมอชิต ตอน4ทุ่มครึ่ง ไปถึงที่นั่นก็ต้องประหลาดใจเล็กน้อยที่มีเพื่อนร่วมมหาลัยขึ้นรถเที่ยวเดียวกันไปเที่ยวภูกระดึงด้วยกันอีก 10 กว่าคน เป็นก๊วนจ๊ะจ๋าและสาวๆ หอเพชรฯ 5 เลยได้เพื่อนร่วมทริปแบบไม่ได้นัดกันเพิ่มขึ้นมาอีกครึ่งคันรถ นั่งๆนอนๆบนรถทัวร์ให้มันพาเราไปจนถึงผานกเค้าประมาณ 6 โมงเช้า จากนั้นก็ลงรถไปล้างหน้าลาตาจัดการธุระส่วนตัวกันที่ร้านเจ๊กิม ก่อนจับรถสองแถวไปที่ทำการอุทยานบริเวณเชิงเขาเพื่อกินข้าวและจ้างลูกหาบ หลังจากที่เติมพลังกันเสร็จแล้ว พวกเราก็เริ่มเดินขึ้นภูที่เวลา 9โมงครึ่ง ระหว่างทางก็เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ เดินมาจนเริ่มปวดขา อ้าว เพิ่งถึงซำแฮกเอง นี่เดินมาจนเมื่อยเพิ่งมาได้โลเดียวเอง หลายคนเริ่มบ่นกัน และมีขาสั่นกันบ้าง จนต้องปลอบว่า เอาน่า ช่วงนี้เดินไปเรื่อยๆ ทางไม่ชันเท่าเมื้อกี้แล้วล่ะ พักกันหายเหนื่อยก็เริ่มออกเดินกันต่อ แล้วทุกคนก็รู้ว่าผมโกหก เพราะทางมันก็ชันเหมือนเดิมนั่นแหละ เดินกันไปเรื่อย คนโน้นคนนี้ก็เริ่มขาสั่น จุ๊เริ่มหันมาเดินสามขาเพราะถือไม้เท้าด้วย ฝนกับดาเริ่มพักถี่ขึ้น และมีเสียงถามหายาดม+ลูกอมดังมาให้ได้ยินบ้างเป็นระยะๆ และแล้วพวกเราก็หอบสังขารที่ไม่แข็งแรงมาถึงซำกกโดนจนได้ ตรงนี้พวกเราได้แวะพักกันนานหน่อยเพราะเที่ยงพอดี และได้ยินข่าวว่า ต้องเปลี่ยนเส้นทางเดิน เพราะซำแคร่..ทางขึ้นปกติมีดินถล่ม ต้องเดินอ้อมไปขึ้นอีกทาง ครั้งแรกที่ได้ยิน ยอมรับเลยครับว่าตืื่่นเต้นปนระแวง เพราะเส้นทางซำแคร่ก็ว่าชันอยู่แล้ว ทางใหม่ที่ว่าน่าจะชันและเดินลำบากกว่า แต่ไม่กล้าคิดดังไป กลัวเพื่อนๆจะยิ่งท้อกันไปใหญ่ แต่สำหรับผม ตื่นเต้นมากครับ ได้เดินทางใหม่ที่ไม่ซ้ำ ถือว่าน่าสนุกและท้าทายดี กินข้าวเที่ยงเสร็จเราก็เดินกันต่อ แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิด ที่สำคัญ ทางเปียกและแฉะมากด้วยทำให้เดินลำบากกว่าเดิมเข้าำไปอีก แต่พวกเราก็ก้มหน้าก้มตาเดิน..เดิน..เดิน..ปีน..เอ้าๆ ระวังลื่น..อีกนิดเดียว..เออ อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว..แมร่ง ไหนนิดเดียวของมึงวะ..ยังไม่ถึงอีกเรอะ..พ้นโค้งนี้ก็ถึงแล้ว..นี่ไงขึ้นบันไดนี่ไปก็ใกล้ถึงแล้ว..ไมบันไดมันชันนักวะ..กูว่าถ้าเค้าสร้างกระเช้าขึ้นมาก็ดีเนอะ (เริ่มฟุ้งซ่านละ)..ถ้ากูจ้างลูกหาบแบกกูขึ้นไปนี่เค้าคิดเท่าไหร่วะ..เฮ้ย นีไงถึงแล้วขึ้นไปปุ๊บถึงเลย..เย้ หลังแปแล้ว มาถึงหลังแปตอนบ่ายโมงกว่า นั่งพักกันแป๊บนึงก่อนเดินกันต่อไปยังที่ทำการอุทยาน ช่วงนี้ดา+จุ๊เริ่มออกแววทิ้งท้าย และแล้วพวกเราก็มาถึงที่ทำการฯตอน3โมงกว่าๆ นั่งรอสัมภาระพร้อมกับกินขนมปังเติมพลังกันก่อนพากันเข้าไปพักในที่พัก บ้านพักที่จองได้รอบนี้อยู่ไกลมากครับ อยู่ตรงบริเวณใกล้ๆกับจุดเริ่มต้นเดินเข้าไปชมน้ำตก หายเหนื่อยกันแล้วก็ไปดูพระอาทิตย์ตกกันที่ผาหมากดูก ตื่นเช้ามาในวันที่สองตั้งแต่ตีสี่ ไอ้เต้ตื่นมาเป็นคนแรกเพื่อรับหน้าที่ปลุกคนอื่นๆต่อเพื่อให้ทันไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานพาเดินไปที่นั่น คราวที่แล้วที่มาโชคไม่ดีเพราะไม่ได้เห็นไข่มะตูมโผล่ขึ้นที่ริมขอบฟ้า คราวนี้ก็นึกว่าจะไม่ได้เห็นอีกรอบ เพราะเมฆเยอะมาก แต่สุดท้ายไข่มะตูมก็ค่อยๆโผล่มาทีละนิด..ละนิด..จนโผล่มาจนหมด บอกได้คำเดียวว่า คุ้มกับที่รอคอยและตื่นมาแต่เช้าครับ กลับจากลานพระศรีที่แค้มป์อยากไปผูกกระดิ่งมากกกก ก็พากันไปกินข้าวเช้า แวะรับข้าวกล่องที่สั่งไว้เป็นมื้อเที่ยง ก็เริ่มเดินทางไปดูน้ำตกต่างๆในป่าดิบ มาคราวนี้โชคดีที่น้ำตกมีน้ำครับ เพราะฝนเพิ่งตกไปเมื่อสัปดาห์ก่อน แถมอากาศก็ไม่ร้อนมากด้วย เดินกันได้สบายๆ แต่มีเรื่องมาให้ตกใจเล็กน้อย เมื่อแวะพักกินข้าวแล้วไอ้โก้รู้ว่าโดนทากกัด จากนั้นทุกคนก็พารานอยด์กันหมด หยิบเอายากันทากมาฉีดกันเป็นการใหญ่ จุดสุดท้ายของวันนี้ก็คือการดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก แต่การเดินทางไปที่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เดินกันจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีก ยิ่งสามสาวเอกจีนนี่ รั้งท้ายตลอด โดยเฉพาะฝน หมดสภาพเลยครับ รองเท้าก็ขาดต้องใช้หนังยางรัดกันเลยทีเดียว อ้อ ถึงตอนนี้ 3คนนี่มีอาวุธประจำกายเป็นไม้เท้าเรียบร้อยแล้ว กว่าจะลากสังขารมาถึงผาหล่มสักได้ก็ปาไป4โมงกว่าๆ ในฐานะที่เคยมาแล้ว บอกได้ว่า มาดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ยังสวยและโรแมนติกเหมือนเดิมครับ ยิ่งตอนพระอาทิตย์ตกแล้วฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสีนี่ สุดยอดจริงๆ พอพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ก็ถึงคราวทรมานกันอีกรอบ เพราะต้องเดินกลับจากผาหล่มสักมายังที่ทำการอุทยานระยะทาง 10 กิโล แต่พวกเราก็สามารถเดินฝ่าความมืดและลมหนาวมาถึงจนได้ในเวลา 3 ชม. (อุแม่เจ้า) แถมยังมีเรื่องตื่นเต้นด้วยว่า ช้างป่าเข้ามาใกล้บริเวณที่พักมาก จนท.กลัวว่ามันจะเข้ามาทำร้ายนักท่องเที่ยวเลยออกมาไล่ แถมบ้านเราก็อยู่ใกล้โซนอันตรายมาก เลยต้องมาเดินพากลับ โห่ ตื่นเต้นทีเดียว วันที่ 3 ตื่นมาแต่เช้าเพื่อเอาเป้มาจ้างลูกหาบแบกลง พร้อมกับม่านหมอกที่แสนสวยงามและโรแมนติกโคตรๆ จากนั้นก็พากันไปกินข้าวเช้า กลับไปพักที่ที่พัก ก่อนเดินลงจากภูตามเส้นทางเดิมตอน10โมงครึ่ง และลงมาถึงข้างล่างตอน...เหอๆ 4โมงเย็น (อุแม่เจ้ารอบ2) ด้วยความทุกลักทุึเล (ขนาดไหนถามสามสาวเอกจีนเอาเองละกัน) มาทริปคราวนี้ ผมได้รับประสบการณ์ที่ต่างไปจากคราวที่แล้ว แต่ก็รู้สึกดีและประทับใจในหลายๆอย่าง โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่ผมดูออกว่า ทุกคนกลัวว่าผมจะน้อยใจ+เสียใจ เพราะว่าพวกมันบ่นกันเหลือเกิน แต่ทุกคนก็พยายามกันอย่างเต็มที่ ผมก็ได้แต่หวังว่า เพื่อนๆจะรู้สึกประทับใจเช่นเดียวกับผม... แต่คราวหน้า เราจะไปทะเลกันใช่ป่ะ?... |
|
|