Nitisak's profileI'm just a man who are l...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
October 27 แนวคิด "โง่บัดซบสิ้นดี"เมื่อวานนี้ผมเดินไปไปซื้อราดหน้าที่หน้าหมู่บ้าน ระหว่างเดินกลับก็มีคุณหมาตัวนึงเดินผ่านหน้าไป เป็นหมาขนสวยเชียวครับ คิดเอาเองว่าน่าจะเป็นพันธุ์ลาบราดอร์ มันเดินข้ามถนนไป...ตรงไปหาเด็กชายคนหนึ่ง พอเด็กคนนั้นเห็นคุณหมาเข้าก็ยืนนิ่งเลยครับ นิ่งแบบนิ่งจิงๆ จนผมนึกว่าน้องเค้าจะร้องไห้ซะแล้ว คุณหมาก็ดมน้องเค้าไปทั่วเลยคับ ดม...ดม...ดมอยู่เกือบนาทีคับ แล้วมันก็เดินจากไป น้องเค้าก็ทำหน้างงแล้วก็เดินต่อไป ผมก็เลยสงสัยว่า น้องเค้ารู้ได้ไงว่า เวลาเจอหมา ห้ามวิ่ง ให้อยู่เฉยๆ สงสัยน้องเค้าคงจะรู้ได้จากประสบการณ์ฺที่ผ่านมาว่า ถ้าไม่วิ่ง หมาจะไม่กัด ผมเชื่ออยู่เสมอคนเราต้องเติบโตได้ด้วยความผิดพลาด และนำประสบการณ์ที่ได้จากความผิดพลาดนั้นไปใช้สรรค์สร้างอนาคตที่ดีที่รออยู่ข้างหน้า แต่ดูเหมือนสิ่งที่ผมเผชิญอยู่จะไม่ได้เป็นแบบนั้นสักเท่าไร ผมไม่ค่อยเข้าใจเลยว่า เหตุใดเวลาที่คนคนหนึี่่งเติบโตขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่ใหญ่โตสูงล้ำ มักพยายามบอกคนอื่นว่า ตัวเองไม่เคยผิดพลาด และถึงแม้ผิดพลาด ก็มักจะปกปิดไว้ไม่ให้คนอื่นรู้ จนกระทั่งมันกลายเป็นปัญหาขึ้นมาประจักษ์แก่สายตาชาวบ้าน แต่ถึงกระนั้น บางคนก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดีว่า นั่นเป็นความผิดของตน แม้ว่าจะมีหลักฐานบ่งชี้ชัดอยู่ทนโท่ก็ตาม ผมเคยพยายามเค้นหาเหตุผลในสมองที่ไม่ค่อยมีรอยหยักสักเท่าไหร่เกี่ยวกับข้อสงสัยข้างบนนี้ และผมก็บอกกับตัวเองได้ 2 อย่าง 1.พวกเขาเหล่านั้นมักใช้ชีวิตอยู่บนคำว่า "มาด" และ "เครดิต" ซึ่งแปลความได้อีกอย่างว่า ความน่าเชื่อถือ 2.พวกเขาเหล่านั้นยอมรับไม่ได้กับความผิดพลาดที่ตัวเองก่อขึ้น ซึ่งมันกระทบต่อข้อแรกที่เขามีหรือที่คนอื่นมองหรือเข้าใจว่าเขาเป็น ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า การใช้ชีวิตแบบนี้มันถูกต้องหรือไม่ และก็คงไม่มีใครตัดสินได้ เพียงแต่ผมรู้สึกไม่ชอบใจกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่า การออกมาพูดคุยกันอย่างเปิดอกเป็นเรื่องที่ดีกว่าเก็บมันไว้ในใจแล้วก็ไม่เคลียร์กันสักที เมื่อไม่มีการเคลียร์ปัญหาที่คาใจกันอยู่ แต่ยังต้องทำงานร่วมกัน ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่า สภาพและบรรยากาศในการทำงานนั้นจะเป็นอย่างไร สงสัยคงเป็นเหมือนที่ คนอ. รุ่นผมเคยเป็นอยู่พักใหญ่ๆแหงๆ ผมเพิ่งผ่านประสบการณ์การต่อสู้ "แปลกๆ" ในที่ทำงาน เป็นการต่อสู้ที่ทำด้วยตัวเองและเพื่อตัวเอง ซึ่งผมวาดหวังว่า มันอาจช่วยให้อะไรๆดีขึ้นในกลุ่มคนหมู่มาก แต่ปรากฏว่า ทุกอย่างกลับจบอยู่้ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆกับคนไม่กี่คน วินาทีที่รู้ความจริงบางอย่าง ผมรู้สึกแปลกๆกับตัวเอง ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี บางครั้งสามัญสำนึกก็บอกว่า เหนื่อย บางครั้งก็บอกว่าเศร้าและอยากร้องไห้ บางครั้งก็บอกว่า โกรธ บางครั้งก็ตั้งคำถาม... แต่สุดท้าย ผมว่าทุกอย่างก็วกกลับมาหาตัวผมเองนั่นแหละ... ผมรู้สึกเหนื่อย เพราะดูเหมือนว่าผมกลายเป็นตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่ง แต่บางทีก็ดูเหมือนไม่ใช่ เพราะอย่างที่บอก ผมทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพื่อตัวเอง เพียงเพราะหวังว่า คนอื่นจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน ผมแค่ทำในสิ่งที่คิดและรู้สึกว่าสิ่งนั้นสามารถตอบคำถามที่ผมมีอยู่ในใจได้ ผมรู้สึกเศร้าและอยากร้องไห้ เพราะสิ่งที่ผมหวังมันไม่ได้ดังใจหวัง ไม่ได้เป็นในแบบที่ผมอยากให้มันเป็น และแน่นอนว่า ผมเสียใจที่ถูกหลอก... ผมรู้สึกโกรธที่ตัวเองเป็นคนประนีประนอมมากเกินไป เกรงใจมากเกินไป และเข้าใจอะไรง่ายๆมากเกินไป ผมตั้งคำถามมากมายกับตัวเองหลังผ่านช่วงเวลาที่ไม่น่าอภิรมย์นั้นมา... อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป... ผมจบแล้วจริงๆหรอ... ใครจะคิดอย่างไรกับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป... ... แล้วสุดท้ายผมก็ไม่สามารถหาคำตอบอะไรที่เป็นสาระได้ นอกจากสิ่งที่ผมคิดได้เองในหัวสมองน้อยๆของผม และผมก็มานั่งโทษแนวคิดที่ผมมองว่ามัน "โง่บัดซบสิ้นดี" แบบนี้ ใครกันหนอเป็นคนบอกว่า คนที่ขึ้นสูงแล้วทำพลาดไม่ได้ ผมอยากจะบอกคนๆนั้นจริงๆเลยว่า คุณก้าวพลาดจนตกลงมาได้ เพียงแต่มันอาจจะเจ็บมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง และสิ่งที่เขาควรสนใจคือ ตัวเขาเองได้รับอะไรจากการตกลงมาครั้งนั้น มากกว่า การมานั่งมองว่า คนอื่นจะรู้สึกอย่างไรมากกว่าเสียอีก ผมอาจจะโตมากับครอบครัวที่ไม่ดีนัก แต่สิ่งที่คนในครอบครัวผมมักจะมีให้กันคือ คำปลอบใจ เพราะพวกเรารู้ดีว่า คนเรามันพลาดกันได้ และผมชอบความรู้สึกและบรรยากาศในการนั่งคุยกันเพื่อให้กำลังใจกันมากกว่า เพราะว่ามันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่พร้อมจะให้อภัยและต้องการที่จะรับฟังในฐานะผู้ฟังที่ดีเสมอ... ตอนนี้ผมได้รู้อะไรหลายๆอย่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่นึกเสียใจกับมัน (ยกเว้นความผิดพลาดที่เกิดจากการเป็นคนประนีประนอมและยอมคิดเข้าใจอะไรง่ายเกินไป ซึ่งผมยังโกรธตัวเองอยู่เลย) ก็ได้แต่หวังว่า ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี อ้อ เรื่องที่ผมรถล้มน่ะ ไม่เปนไรมากนะครับ สบายดี มันเกิดขึ้นเพราะตัวผมเองที่ตกใจเกินไปจนประคองสติไม่อยู่ ไม่ได้เกิดเพราะใครหรอกคับ ผมกล้ายืนยัน (อ้อ ไม่ได้เป็นเพราะเบญจเพสด้วย เพราะผมเคยรถล้มตอนก่อนเบญจเพสมาแล้ว 555) ว่าแต่ ถ้าใครมีเพลงของคาราบาวที่ร้องว่า "โกหกนั้นตายตกนรก โกหกนั้นตายตกนรก..." ช่วยส่งมาให้หน่อยนะครับ ต้องการด่วนมาก!!! October 14 ประสบการณ์สยองที่ตึกมหิตฯ สองสัปดาห์ที่แล้วได้ทราบข่าวร้ายของคนรู้จักคนหนึ่ง
พอผมขึ้นไปถึงห้องพักประจำบนชั้น 3 เจอป้าเนียนหัวหน้าแม่บ้านถามว่า
"คุณวีรู้เรื่องแอนแล้วใช่ไหมคับ" "ทำไมหรือคับ" "...เค้าแขวนคอตายค่ะ ลงหนังสือพิมพ์ผู้จัดการด้วย" "หรอคับ" ทำหน้าอึ้งไปนิดนึง จากนั้นก็ถามสาเหตุที่ต้องฆ่าตัวตายแล้วก็เรื่องงานศพนิดหน่อย คุณแอนเป็นรปภ.ของจุฬาฯที่ทำงานที่ตึกมหิตที่ผมทำ งานอยู่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ครับ เป็นผู้หญิงนิสัยดี มักช่วยเหลือผมในหลายๆโอกาส และมักทักทายกันอยู่เป็นประจำ ผมมักเจอเธอนั่งถักนิตติ้งอยู่เสมอๆอยู่บนห้องชั้น 3 หรือหน้าทางขึ้นลิฟต์เจ้าหน้าที่ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้สึกเศร้าและเสียใจพอสมควร และยังนึกอุทิศส่วนกุศลไปให้ ขอให้คุณแอนได้พบชีวิตที่ดีกว่านี้ เมื่อกลับมาที่ตึกยังเล่าให้พี่หนุ่มและเพื่อนที่ออฟฟิศฟังเลย สัปดาห์ต่อมา ผมไปทำงานตามปกติ ขี่มอเตอร์ไซค์คันเดิมมาจอดหน้าตึกมหิต แบกกล่องเดินมา แต่แล้วผมต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อมองไปยังโต๊ะรปภ.ตัวที่คุณแอนมักนั่งถักนิ ตติ้งหรืออ่านหนังสืออยู่เสมอๆ เพราะผมยังเห็นเธอนั่งอยู่ที่เดิม ผมรู้สึกถึงความเย็นยะเยียบที่ผุดขึ้นมาบนฝ่ามือแล้วเริ่มแผ่ไปทั่วร่างกาย ผมก้มมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง 8.10 น.แล้ว หรือว่าวิญญาณของเธอยังคงจำในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันได้ และวันนี้เธอได้ปรากฏกายให้เห็น หรือเป็นเพราะเธอมาทวงกุศลกรรมของผมที่เคยนึกไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนแต่ยังไม่ ได้ทำบุญให้ ผมพยายามตั้งสติและไม่คิดอะไรฟุ้งซ่าน อย่าคิดมากน่า นี่กลางวันแล้วคงไม่เป็นไรมากหรอก ผมพยายามบอกตัวเองเพื่อข่มความกลัวที่ผุดขึ้นในจิตใจ แม้ว่าตัวเองจะหน้าซีดขาวและเย็นเฉียบไปแล้วก็ตาม ผมกลั้นใจเดินหน้าต่อไปยังทางขึ้นลิฟต์เจ้าหน้าที่ พยายามไม่มองไปยังร่างที่นั่งอยู่บนโต๊ะตัวนั้น "อ้าว คุณวี สวัสดีค่ะ วันนี้มาเช้าจังนะคะ" ผมสะดุ้งนิดนึงด้วยความตกใจ แต่ยังไม่ลืมทักทายกลับไปเมื่อเช่นที่ผมเคยทำตามปกติ "สวัสดีคับคุณแอน แหะๆๆ" ผมขึ้นลิฟต์มายังชั้น 3 พร้อมความรู้สึกปวดหน่วงในช่องท้อง ใบหน้าที่ซีดขาวคงดูโดดเด่นสำหรับป้าเนียนที่เห็นผมก้าวเข้าไปในห้อง "อ้าว หวัดดีค่ะคุณวี เป็นอะไรคะ ไม่สบายหรือป่าว หน้าซีดเชียว" ผมเกิดความรู้สึกสับสนว่าควรเล่าเรื่องที่เพิ่งประสบมาให้ป้าเนียนรู้ดีหรือ ไม่ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีใครเคยเจอเหมือนผมหรือเปล่า ใจหนึ่งผมก็อยากถามให้แน่ใจ แต่ก็กลัวว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้ป้าเนียนซึ่งสนิทสนมกับคุณแอนมากจนคล้ายว่า เป็นญาติกันจะรู้สึกแย่ไปด้วยหรือเปล่า สุดท้ายผมตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าต้องถามให้ได้ อย่างน้อยก็เพื่อคุณแอนเอง "ป้าเนียนคับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ป้าเนียนบอกว่ามีรปภ.ผูกคอตายที่บ้านพัก นั่นใครหรอคับ" ป้าเนียนมองหน้าผมด้วยความฉงนซึ่งไม่รู้ว่าเกิดจากความสงสัยเรื่องที่ผมหน้าซีดหรือเรื่องมึงจะถามทำไมกันแน่ ก่อนจะตอบผมว่า "อ๋อ ก็..แฟน..คุณแอนยังไงคะ ทำไมหรอคะ มีอะไรหรือป่าว" ... ... ... ตกลงนี่ กูกลัวอะไรวะเนี่ย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 1)การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจทำให้เกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติได้ 2)เวลาไอ้วีมันเล่าอะไรเกี่ยวกับผีก็อย่าไปเชื่อมันมาก มันไม่ค่อยมีเซ้นส์เรื่องนี้หรอก คอนเฟิร์มได้ ดังนั้น 90% ของเรื่องผีที่มันเล่ามักไม่จริง ป.ล. แต่กูคอนเฟิร์มว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆนะเว้ย ตอนเดินผ่านเค้ากูยังขนลุกอยู่เลย สงสัยแอร์จะหนาว 555 สาธุค้าบ October 09 รักแห่งสยาม...รูปแบบของความรู้สึกดีๆที่มีให้กันแปลกแต่จริงที่ผมซึ่งมักบอกกับตัวเองว่า เป็นคนชอบดูหนัง เวลามีหนังเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่คนโน้นคนนี้บอกว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ก็มักจะอยากดู แต่มักจะประสบเหตุให้ไม่ได้ไปดูเสมอๆ กว่าจะว่างหนังก็ออกจากโรงไปแล้ว กว่าจะได้ดูอีกทีก็ต้องเป็น ซีดี แต่ก็ยังมีอุปสรรคเรื่องของกิจกรรมที่เลือกทำ หรือภารกิจที่มักโดนสอดแทรกจากที่บ้าน เลยทำให้ไม่ได้ดูสักที รักแห่งสยาม เป็นหนังอีกเรื่องที่อยากจะไปดูตั้งแต่อยู่ในโรง แต่ก็ติดนั่นติดนี่จนไม่ได้ไปดู จนกระทั่งวันนี้ ถือเป็นโอกาสดีคับที่ได้เดินไปร้านซีดี พร้อมกับจดชื่อหนังที่อยากดูไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็อยู่ในกระดาษแผ่นนั้นด้วย เหตุที่ต้องจดลงกระดาษก็เพราะพอไปถึงร้านทีไร มักลืมทุกทีว่าอยากดูเรื่องอะไร ตลกไหมล่ะ เวอร์ชั่นที่ผมดูเป็นเวอร์ชั่นเดียวกับที่ฉายในโรงครับ ไม่ได้ดูเวอร์ชั่นอันคัทที่หลายๆคนบอกว่าดีกว่ามาก ไม่ถูกตัดโน่นตัดนี่จนเกินไป แต่ผมเองดูแล้วก็ถือว่า ชอบประเด็นที่มะเดี่ยวนำเสนอมากๆ ตอนที่หนังเข้าใหม่ๆ แล้วถามคนที่ได้ไปดูมาแล้ว มักมีแต่คนบอกว่า หนังเกย์ชัดๆ ไม่น่าไปดูแล้ว แต่ผมดูแล้ว ผมว่านั่นเป็นแค่ทีมเล็กๆที่ซ่อนอยู่ร่วมกับทีมเล็กๆน้อยๆอีกมากมาย อยู่ในถุงทีมใบใหญ่ที่เรียกว่า ความรัก ครับ หนังเรื่องนี้เต็มไปดูความรักและความสัมพันธ์หลายรูปแบบ พี่น้อง เพื่อน พ่อแม่ลูก คนรัก สื่อให้เห็นความรักที่คนหนึ่งคนมีต่อคนรอบข้างที่มีสถานะแตกต่างกันไป แต่ในทุกรูปแบบความรักนั้น ยังมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอยู่ นั่นคือ ความรู้สึกดีๆที่มีให้กัน ซีนที่แม่ของโต้งถามจูนว่า นี่เป็นสิ่งที่เขาควรได้รับแล้วหรือ นั่นแสดงให้เห็นถึงความคิดของคนส่วนใหญ่ที่ หว่านพืชย่อมหวังผลเป็นธรรมดา คนเราเมื่อทำอะไรก็ย่อมคาดหวังว่าผลที่ได้รับย่อมดีกับตัวเอง จนลืมคิดไปว่า ผลตอบรับที่กลับมาอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวเองคิด แต่สิ่งหนึ่งที่จูนมองเห็น นั่นคือความตั้งใจดี ความรู้สึกดีๆที่ฝายหนึ่งมอบให้อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผมมองว่า นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดและนี่แหละที่เรียกว่าความรักที่แท้จริง เราอาจนิยามความรักได้หลายหลาก แต่ผมอยากนิยามความรักว่า ความรู้สึกดีๆที่เรามอบให้แก่กัน แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว เราอาจไม่ต้องแคร์ ไม่ต้องใส่ใจว่า คนที่ได้รับจะรู้สึกอย่างไร เพียงแต่ความสัมพันธ์ของคนมันซับซ้อนกว่านั้น หากเรารักใครสักคน เราย่อมอยากให้เค้าสัมผัสถึงความรู้สึกดีๆที่เรามีให้กับเขา แต่หากสิ่งนั้นกลับสร้างความรู้สึกไม่ดีให้กับเขา เราก็ไม่อาจเรียกสิ่งนั้นว่า ความรู้สึกดีๆ หรือ "ความรัก" ในนิยามของผมได้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงต้องแคร์คนที่เราต้องการมอบความรักให้เขาด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หากเขาไม่ต้องการ "รัก" ของเรา เราก็ไม่สามารถ "รัก" เขาได้ อย่างซีนที่โต้งบอกมิวว่า ถึงจะเป็นแฟนไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้รักนะ ผมคิดว่ามันเหมือนความรู้สึกเวลาที่เราอยากได้สิ่งของอะไรสักอย่าง แต่เงินเราไม่พอ เราก็เลยซื้อของอย่างเดียวกันแต่มีออปชั่นหรือข้อดีน้อยกว่าไอ้ของที่เราอยากได้จริงๆ เรายังมอบความรู้สึกดีๆให้เขาได้ เพราะผมเชื่อว่า คนเรามักจะรู้สึกดีเมื่อได้รับความรู้สึกดีๆจากคนอื่น เพียงแต่มันอาจจะต้องมีลิมิตนิดนึง ไม่ต้องอะไรมาก เหมือนพ่อแม่รักเรา ห่วงเรา ไม่อยากให้เราไปไหน แต่เราก็ยังไป ความสัมพันธ์อาจต่างกัน แต่รูปแบบเหมือนกันเด๊ะ ความรักเป็นเรื่องดีเสมอ หากเราไม่ยึดติดกับมันมากจนเกินไป... สรุปแล้ว ผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ... ป.ล. ใกล้จะไปภูกระดึงแล้ว อย่าลืมไปวิ่งกันด้วยนะเพื่อนๆ ป.ล.2 ใครคนนั้นที่ตอนนี้อยู่กันคนละประเทศจะเป็นยังไงนะ ดูแลสุขภาพด้วยเน้อ เป็นห่วง...คิดถึงนะ |
|
|