Nitisak's profileI'm just a man who are l...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    January 31

    พูดง่ายแต่ทำยาก

    เมื่อวันก่อนมาเจอปุ้ยที่มาส่งตุ้มมาเรียนบริติชเคาน์ซิลอีกที ก็เลยได้กลับบ้านพร้อมกัน (อันที่จริงต้องบอกว่า กูเห็นแก่ตัวขออาศัยปุ้ยติดรถกลับมากกว่า 555) ซึ่งก็มีตุ้มและน้องแพรที่เป็นเพื่อนในห้องเรียนตุ้มอีกทีกลับมาด้วย
     
    ในรถก็คุยกันถึงเรื่องอนาคตของน้องแพร มีช่วงนึงพูดว่า อยากทำงานอะไรล่ะ ต้องคิดตรงนี้ก่อนถึงจะรู้ว่าจะเรียนอะไรดี ทำงานที่ตัวเองชอบ ชีวิตจะแฮปปี้มาก แล้วน้องก็ถามกลับมาว่า แล้วถ้างานที่ชอบทำได้เงินน้อยล่ะ เราก็ตอบไปประมาณว่า จริงๆมันก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคนด้วยล่ะว่าโดนบีบคั้นมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้ามีโอกาสได้ทำงานที่ชอบก็น่าจะมีความสุขกว่าได้ทำงานที่ไม่ชอบนะ แม้ว่าจะมีแรงกดดันมากระแทกกระทั้นบ้างเป็นบางทีก็ตาม
     
    พอกลับมาถึงบ้าน ก็มานั่งคิดว่า เออ ไอ้เรื่องแบบนี้นี่มันก็พูดง่ายแต่ทำยากเนาะ เหมือนรู้ทฤษฎีอย่างจัดเจน ไปบวชเรียนมาก็นั่งคิดถึงเรื่องนี้ ปรึกษาผู้รู้ว่าควรเลือกทางไหนดี ความสุขจริงๆแล้วมันอยู่ตรงไหน ทำงานได้เงินแต่เครียดจนพาลมาลงกับคนที่บ้านมันจะมีความสุขไหมหนอ เทียบกับทำงานที่ได้เงินน้อยกว่า เครียดน้อยกว่า ชอบมากกว่า มีความสุขมากกว่า กลับมาเจอหน้าคนที่บ้านก็ยังมีรอยยิ้มติดใบหน้า แบบไหนมันจะดีกว่ากันหนอ ถ้าทำได้ทั้ง 2 อย่างก็คงดี แต่ถ้าทำไม่ได้ล่ะ ยิ่งคนชอบสร้างเงื่อนไขในชีวิตอย่างตูเองเยอะๆนี่ มันจะไปรอดไหมเนี่ย
     
    คิดถึงตรงนี้ก็ได้แต่นั่งทอดถอนใจ แล้วพยายามสรุปเอาเองว่า มันก็เป็นเพราะความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกันมั้ง ความสุขบางคนต้องใช้เงินซื้อ บางคนสามารถเก็บหาได้รอบตัวโดยไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียวก็มี แถมยังไม่มีใครรู้อนาคตอีกว่า ชีวิตนี้จะจบสิ้นเมื่อไร จะทำงานหาเงินเก็บๆๆๆแล้วเอาไปเที่ยวในอนาคตดีไหม หรือจะหาไปใช้ไปดี หรือเราเป็นพวกสุขนิยมอย่างที่ปุ้ยว่า สรุปไปสรุปมา งงคับ
     
    แต่แล้วก็เกิดความคิดขึ้นมา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าว่า ถ้าตัวเราตอบตัวเองได้ดีแล้วมีจุดยืนที่แข็งแรงมากพอเหมือนกับพี่ยะ รุ่นพี่ที่ได้เจอกันตอนไปอัมพวาว่า ความสุขของเราอยู่ตรงไหน เราชอบทำอะไร แล้วเราเสียใจไหมที่เราทำแบบนั้น เท่านั้นเอง...ไอ้คำว่า "แล้วเราเสียใจไหมที่ทำแบบนั้น" แค่นั้นเอง ที่ผม (และน่าจะรวมถึงคนที่ชอบตั้งคำถามประเภทนี้ด้วย) มัวกังวลอยู่ เพราะคงไม่มีใครที่อยากผิดหวังและเสียใจ โดยเฉพาะการผิดหวังกับตัวเอง ผมมักกลัวกับการมองย้อนมาในอดีตแล้วรู้สึกว่า กูไม่น่าทำอย่างนั้นเลยว่ะ กูไม่น่าทำอย่างงี้เลยว่ะ ซึ่งคำตอบของมันก็น่าจะอยู่ที่ว่า แล้วทำไมเราถึงทำแบบนั้นล่ะ ตอนนั้นเราคิดยังไงล่ะ ซึ่งถ้าเรามีจุดยืนที่มั่นคงพอ ทุกอย่างมันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะชีวิตไม่ได้เป็นเส้นตรง และคำว่า "ความสำเร็จ" ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย
     
    แต่ถึงจะคิดได้แบบนี้ ก็ได้แต่พูดกับตัวเองอยู่ดีว่า "พูดง่ายแต่ทำยากว่ะ" เหมือนกับความรักนั่นล่ะ เฝ้าบอกตัวเองว่าเก่งนักเก่งหนาเรื่องพวกนี้ (โดยเฉพาะเรื่องทำร้ายตัวเอง 555) เป็นที่ปรึกษาให้ชาวบ้านชาวช่องได้ แบบที่ทฤษฎีแน่นปึ้ก มีแบบแผน ถามมาตอบได้ฉับๆๆ เด็ดขาดมั่นใจ แต่สุดท้ายพอกลับมาอยู่คนเดียว แพ้พ่ายน้ำตาจะไหลทู้กที 555
     
    ก็บอกแล้วไง พูดง่ายแต่ทำยาก...
    January 27

    ลิเวอร์พูล / ปัญหา / โอบามา

    ช่วงนี้ไม่ได้เขียนซะนาน ได้แต่นั่งอ่านสะเปซของชาวบ้านโดยเฉพาะตี่กับเมย์จนเริ่มสงสัยแล้วว่า ทำไมพวกมันว่างกันจังวะ ขยันอัพกันจัง ไอ้กรูก็ขยันตามไปอ่านด้วย 555
     
    ขวบเดือนที่ผ่านมาดูเหมือนอะไรๆในชีวิตจะเปลี่ยนไปเยอะพอสมควร ไหนจะห้องของตัวเองที่กลับมาเป็นสภาพห้อง "คนอยู่" อีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยให้ "หนูอยู่" มาซะนาน จัดห้องทำโน่นทำนี่ช่วงปีใหม่ หวังว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่ว่างๆให้ฟุ้งซ่าน แม้ว่าสุดท้ายก็ต้องกลับมาเป็นแบบนั้นทุกทีก็ตาม
     
    ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมว่างๆต้องนึกถึงใครคนนั้น นึกไปเรื่อย ทำไรอยู่น้า...ไปเที่ยวไหนหรือป่าว...จะโทรไปดีมั้ยว้า...ทำไมไม่รับของๆเราว้า...จะทำตัวไงดีว้า... สุดท้ายก็ได้แต่บอกตัวเองว่า จะคิดทำไมให้วุ่นวาย แค่ได้เจอหน้ากันทุกวัน มีความรู้สึกดีๆให้กันก็ดีแค่ไหนแล้ว ไอ้ที่เราต้องการให้เป็นเขาคงไม่ต้องการหรอก (เฮ้อ...) คิดเสร็จก็เปิดเพลง unlovable ของ mild ขึ้นมาฟัง พลางทำใจให้ปลงๆเสียบ้าง เหมือนกับที่จะเริ่มทำใจว่าปีนี้ลิเวอร์พูลก็คงกินแห้วอีกตามเคยสำหรับแชมป์ลีก นี่ก็โดนยูไนเต็ดแซงขึ้นนำจ่าฝูงไปแล้ว
     
    หงส์แดงนี่แก้ปัญหาไม่ได้สักที เกมที่สมควรชนะกลับไม่ชนะ ทำได้แค่เสมอ แต้มหลุดมือไปสองแต้ม อันที่จริงน่าจะโดนแซงตั้งแต่เริ่มเสมอติดๆแล้ว เพียงแต่เชลซีรองจ่าฝูงก็บ้อท่าเหมือนกัน ไม่งั้นคงไม่รอด
     
    ผมว่าปัญหาของลิเวอร์พูลหลักๆ คือการเข้าทำและสมาธิในเกม หลายๆเกมจะเห็นได้ว่า เมื่อต้องเล่นกับทีมที่ตั้งรับลึกแล้ว จังหวะในการเข้าทำมักจะไม่หลากหลายและขาดๆเกินๆเสมอ เหมือนกับไม่ได้ซ้อมกันมา ยิ่งไปกว่านั้นกองหลังมักพลาดง่ายๆในจังหวะที่ไม่น่าพลาด อย่างในเกมที่เสมอกับฮัลล์เป็นตัวอย่างที่ดี ทีมเสียสองลูกในจังหวะที่ไม่ควรเสีย แต่ยังดีที่สามารถตีเสมอได้ 2-2 ในครึ่งแรก ซึ่งจะเริ่มเห็นได้ว่าโมเมนตั้มของเกมมาเข้าทางลิเวอร์พูลแล้ว แต่หงส์แดงกลับไม่สามารถทำประตูได้ ต่อเกมกันขึ้นไปแบบไร้จินตนาการ ไม่เป็นรูปเป็นร่างสุดท้ายก็โดนตัดบอล ยิ่งเกมกับสโต๊คนี่ก็เห็นชัด อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ราฟาใจไม่ถึงเท่าไหร่เลย ซึ่งถ้ากล้าแลกมากกว่านี้ ผมว่าโอกาสน่าจะดีกว่านี้
     
    อีกหนึ่งปัญหาของลิเวอร์พูลก็คือ ขาดกองหลังที่เด็ดขาดและพอจะชี้เป็นชี้ตายทีมได้ หากชี้ไปที่คาร์ราเกอร์ ผมว่าใครคนนี้ยังไม่ถึงขั้นครับ หลายจังหวะพลาดง่ายๆแบบไม่น่าให้อภัย เหมือนเบสิกไม่ดี ถ้าราฟาซื้อกองหลังเชิงสูงมาสักคนที่พอฝากผีฝากไข้ได้มากกว่านี้ ผมว่า โอกาสที่จะดันเจอร์ราร์ดขึ้นสูงเพื่อเติมเกมรุกน่าจะมากขึ้น ส่วนตำแหน่งอื่น ถ้าริเอร่าไม่เจ็บซะก่อน ผมว่าก็คงปีกขวานี่แหละครับ ซื้อใหม่เลย แต่ไม่รู้จะแนะนำใครเหมือนกันแต่ถ้าได้ปีกธณรมชาติน่าจะดี ถ้าลิเวอร์พูลแก้ปัญหาตรงนี้ได้ การลุ้นแชมป์น่าจะดีกว่านี้แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า ทีมมองว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาหรือเปล่าด้วย
     
    พูดถึงปัญหา เมื่อวานได้ดูจับเข่าคุยเรื่องพระตุ๊ดเณรแต๋ว ซึ่งตัวแทนของมหาเถรสมาคม (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ตำหนิกลุ่มเกย์การเมืองว่าทำให้เรื่องใหญ่เกินเหตุ ที่จริงควรจะแจ้งเรื่องให้พระผู้ใหญ่ในพื้นที่เชียงใหม่ทราบก่อน ทำให้ผมคิดไปว่า มันต่างกันตรงไหนระหว่างที่เป็นข่าวกับไม่เป็นข่าว เรื่องใหญ่กับเรื่องเล็ก อันที่จริงถ้ามันผิด มันก็คือผิด ถ้ามันเป็นปัญหา มันก็คือปัญหา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองว่ามันเป็นปัญหาหรือเปล่ามากกว่า ถ้าเรามองว่ามันเป็นปัญหา เราก็ต้องแก้มัน แต่ผมกลับรู้สึกว่า ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองเราชอบทำเป็นว่า ไม่มีปัญหาทั้งๆที่จริงๆมันมีอยู่ทนโท่ แต่กลับไม่ยอมรับมัน ซึ่งไม่น่าจะเป็นวิธีแก้ที่ถูกต้องเลย
     
    ผมชอบมากกว่าที่ผู้นำหรือหัวหน้าออกมาบอกว่า ตอนนี้เรามีปัญหาอย่างนี้อย่างนี้ และเราจะแก้อย่างนี้อย่างนั้น ผมว่าน่าจะดีกว่า เหมือนกับที่โอบามากล่าวสุนทรพจน์วันที่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีว่า ตอนนี้สหรัฐฯมีปัญหา เป็นปัญหาที่จริงจังและมากมาย แต่เราจะผ่านมันไปได้ ไม่ว่าจะเป็นผิวสีใด นับถือศาสนาใดก็ตาม ทุกคนมีสิทธิและหน้าที่ที่จะช่วยให้ประเทศผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้นไป บอกตามตรงฟังแล้วนึกถึงสถานที่บางที่และคนบางคนยังไงไม่รู้ แต่ก็เอาเถอะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็แล้วกัน
     
    ป.ล. ช่วงนี้โดนเพื่อนๆล้อว่าเสี่ยวมากกว่าปกติ ซึ่งมาจากการไปตอบสเปซชาวบ้าน ก็แหม ทำไมฟะ ก็แค่โพสเนื้อเพลงลงไปเอง ไม่ได้คิดเองซะหน่อย โพสอีกทีก็ได้
    "แต่หากวันใดที่เส้นใยบางๆ ได้จางลงไป คงถึงวันที่ใจสองใจได้รักกันสักที..." 555 ทำร้ายตัวเองนี่ถนัดนัก 555
    January 07

    จากตลาดคนเดินที่หลวงพระบางถึงตลาดน้ำ ณ อัมพวา

    อันที่จริงกะว่าจะอัพสเปซตั้งนานแล้ว แต่ไม่สบโอกาสสักที ไหนจะต้องเดินสายพบประชาชนในช่วงปีใหม่ (กินหางข้าวกับเพื่อนๆคนโน้นคนนี้นั่นแหละ) ไหนจะต้องจัดห้องที่แสนจะรกชัฏ (ฝุ่นเยอะชิบหาย) ไหนจะต้องไปร่วมแสดงความยินดีในงานรับปริญญาของลูกพี่ลูกน้องที่น่ารัก (ยินดีด้วยนะกิ๊ฟต์) สุดท้ายก็ได้โอกาสในวันนี้สักทีที่จู่ๆก็เกิดอารมณ์ sleepless society ขึ้นมา ไม่อยากหลับอยากนอนซะอย่างงั้น

    ปีที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. ถึงวันที่ 28 ธ.ค. เป็นวันชีพจรลงเท้าอย่างแท้จริง เพราะไปสัมมนากับที่ศูนย์ฯ ที่ลาวมา ไปเยี่ยมเยียนลาวเหนือมาลากตั้งแต่หลวงพระบาง วังเวียง จนมาถึงเวียงจันทน์ในวันสุดท้าย จะให้เล่าว่าไปที่ไหนก็คงจะนาน เมื่อยมือเปล่าๆ ขอเล่าแค่สิ่งที่ประทับใจก็แล้วกัน

    อันดับแรก เงินกีบเลยครับ แบบว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยจับเงินแสนมาก่อนในชีวิต มาที่นี่แหละครับถึงได้ใช้เงินเป็นเสี่ย เปย์ทีเป็นแสน ชอบมากคับ อารมณ์เหมือนป๋าไปเที่ยวตากอากาศ ขึ้นรถลงรถที เท่าไหร่นะ อ๋อ สองหมื่น หุๆ สบาย ควักแบงก์สองหมื่นสีแดงๆออกไปให้โชเฟอร์ บางอารมณ์เหมือนเล่นเกมเศรษฐียังไงไม่รู้ ทำไมมีแบงก์ห้าหัน แบงก์หมื่น แบงก์สองหมื่นด้วยวะ เอ้าๆ ทอยลูกเต๋าเร็ว (แต่ระวังพ่อมันด้วยนะ เมื่อหลายวันก่อนเพิ่งไปเตะปากคนแก่หน้าร้านบะหมี่เกี๊ยวที่เชียงใหม่มาเอง หุๆๆ ล้อเล่นนะค้าบ) เริ่มฟุ้งซ่านละ กลับมาที่เงินกีบต่อ ว่าถึงค่าเงินกันนิดนึง สองหมื่นนี่ก็ประมาณ 40 บาทไทย ตอนอยู่ที่หลวงพระบาง ซื้อเสื้อกับพี่หนุ่มคนละตัวจ่ายไป 35000 กีบ กลับมาเล่าให้แม่ฟังว่าจ่ายไป สามหมื่นห้า แม่ทำตาโตเป็นไข่ห่านแล้วบอกว่า เมิงจะบ้าหรอ 555 หลอกใครไม่ได้ หลอกแม่ตัวเองเนี่ยแหละ หนุกดี แต่บางทีก็รู้สึกน่ากลัวเหมือนกันนะ รู้สึกว่าเงินเฟ้อนี่น่ากลัวเหมือนกัน หวังว่าเมืองไทยคงเงินเฟ้อไม่เยอะ (แค่นี้ดอกเบี้ยเงินฝากก็ขาดทุนจะแย่อยู่แล้น)

    อันดับต่อมา ไกด์ลาวกับแอร์ลาวคับ มาที่ไกด์ลาวก่อน ชอบมากคับประโยคนี้ ติดอยู่ในโสตมิวางวาย "เอ้า โป่งโป๊ง ได้ยินกันมั้ยค้า" ฟังครั้งแรกขำกับพี่หนุ่มสองคน แถมมีมุกโดน..(อี้)..โดน..(เอ็ก)..อีก (ไม่กล้าพิมพ์คำจริง กลัวติดเรต เดี๋ยวโดนกบว.แบน) แต่คงจะดีกว่านี้ถ้าพาเราไปที่พระธาตุหลวงแทนที่จะพาไปช็อปที่ร้านเครื่องเงิน ไปถึงที่ร้าน ไอ้พวกกบฎทั้งหลายหนีไปนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามดูดน้ำอัดลมราคา 20 บาทซะอย่างงั้น ส่วนแอร์ลาวนี่ ตอนแรกนึกว่าจะกระแทกแรงกว่าที่คิด เพราะก่อนมานี่ทุกคนพร่ำพรรณนาถึงมากๆ เครื่องบินใบพัด แถมถ้าหยุดหมุนไปข้างนึงก็ยังบินอยู่ได้อีกตั้งชั่วโมงแน่ะ (น่าปลอดภัยมาก...อูย) ติดแค่เสียงดังเท่านั้น ทุกอย่างโอเค อ้อ ขอบวกเรื่องแอร์สวยกับอาหารที่สนามบินอร่อยเข้าไปด้วยละกัน ของเขาดีจริงๆ

    อันต่ามอ...(อันต่อมา)...ต้องนี่เลยคับ "เบยลาว" อ่านว่า เบียร์ลาว อยู่ที่โน่นกินทุกวันคับ รสชาติดี ตื่นมาก็ไม่ค่อยแฮงก์ (มีวันที่สองที่เกือบๆเพราะได้อีกหลายดีกรีจากวงมัลติเข้าไป รู้สึกถึงความร้อนที่วิ่งผ่านลำไส้ตั้งแต่กระดกลงไปได้ทันที ตื่นมายังมึนๆอยู่เล็กน้อย) ถึงกับหิ้วกลับมาฝากเพื่อนๆที่เมืองไทยให้ได้ลอง แต่อนิจจา...ของเขาดีจริงซัดกันเกลี้ยงตั้งแต่อยู่บนรถแล้วครับพี่น้อง ข้าน้อยขออำภัย (กรุณานึกหน้าไอ้วีทำท่าคารวะแล้วโยกหัวไปมาอย่างกวนส้นteenตามไปด้วย)...

    อันต่อมาคือตลาดคนเดินที่หลวงพระบางครับ และเพื่อเป็นการสะดวกของผู้ที่ไม่เคยไป ผมจะบรรยายในทำนองสรภัญญะ (ดังนั้น กรณุาอ่านตามนั้นด้วย) ให้ฟัง ตลาดนี้เป็นตลาดคนเดินระยะทางไปอย่างเดียวประมาณ 600-700 เมตรครับ แบ่งออกเป็นทางเดินสองฝั่ง ทั้งสองข้างทางมีร้านค้าประกบทั้งสองด้าน 1 ร้านมีเนื่อที่ประมาณ1.5ตารางเมตรโดยประมาณ ตลาดที่นี่เป็นตลาดที่มีอัตราการแข่งขันกันสูงมาก เพราะของที่ขายอยู่มีไม่เกิน 30 ประเภท แต่มีร้านขายของประเภทเดียวกันอยู่มากกว่า 30 กว่าร้าน โอ้ว แม่เจ้า เดินไปไหนมาไหนเห็นแต่ผ้าพันคอ ผ้าถุง เสื้อยืดสกรีน ร่มกระดาษ งานไม้ สักพักเดินไป อ้าว เจอผ้าพันคอ
    ผ้าถุง เสื้อยืดสกรีน ร่มกระดาษ งานไม้อีกแล้ว มีโคมไฟมาแซมๆบ้างประปรายพอสวยงาม แต่สุดท้ายก็จะกลับมาจบที่ผ้าพันคอ ผ้าถุง เสื้อยืดสกรีน ร่มกระดาษ งานไม้เหมือนเดิม เอ้า หลอนกันเข้าไป...

    อันสุดท้ายซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ประทับใจเท่าไร แต่เจอมาทั้งทริปที่ลาว นั่นคือฝุ่นครับ ที่นี่ฝุ่นเยอะมากๆ แทบจะเป็นส่วนประกอบหนึ่งของอากาศที่นี่ (ประมาณ 5% ระดับเดียวกับออกซิเจนในอากาศ) ก็ไม่ได้อะไรมากหรอกครับ แต่บังเอิญเป็นหวัดมากก่อนหน้าที่จะมา ก็เลยคัดจมูกอย่างแรง แต่ก็พอทนได้ครับ

    ขอปิดท้ายนิดนึงครับ อยากจะบอกว่าทริปนี้ ผมรู้สึกเปลืองตัวยังไงไม่รู้ เพราะแทบทุกคนที่ศูนย์ฯ รู้จักนิคเนมอันแสนน่ารักที่เพื่อนๆพี่ๆที่รักในแผนกมักอ้างเอ่ยเรียกหาอยู่เสมอ โดยเฉพาะตอนที่ไปกินข้าวที่ร้าน "ปากห้วยมีชัย" (ไม่ต้องบอกก็คงรู้นะครับว่ามันเพี้ยนไปเป็นอะไร) โดนเข้าไปเต็มๆ แถมยังมีประโยคเด็ดประจำทริปอย่าง "เธอน่ะใจไม่ใจ" อีกด้วย หุๆๆ ชอบครับชอบ

    กลับมาถึงกรุงเทพฯในวันที่ 26 ธ.ค. ชีพจรยังลงเท้าไม่เลิก แต่คราวนี้ไปไม่ไกลมาก ไปอัมพวามาครับ ไปกับพี่เมย์กับไอ้โบ โห่ๆ ประทับใจมาก ถือเป็นการชาร์ตแบตตัวเองอย่างเต็มที่ เรียกว่าพักผ่อนอย่างแท้จริง เพราะทั้งทริปมีแต่กิน ดื่ม นอน และช็อป โห่ๆๆ ตอนแรกเกือบแย่เหมือนกันครับ เพราะที่พักที่หามาทางเน็ตเต็มหมดครับ โชคดีที่ได้พี่ยะ เพื่อนของพี่ปอนด์อีกทีเป็นคนช่วยจองให้ บรรยากาศที่นี่ถือว่าโอเคครับ ไม่ถือว่าเลวร้ายในแง่ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ หลังจากเข้าที่พักซึ่งพี่ยะพาไปทางลัดมากกกกก ที่พักของเราอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองครับ เก็บข้าวของเสร็จเราก็เดินไปชมอุทยาน ร.2 และตลาดน้ำ ถือว่าเป็นตลาดน้ำที่ประทับใจผมมากๆ หลังจากที่เคยไปมา 2 ที่ก่อนหน้านี้ (ที่แรกตลาดบางน้ำผึ้งและที่ที่สองตลาดดอนหวาย) คนเดินกันขวักไขว่ยั้วเยี้ยไปหมด

    หลังจากฝ่าฝูงชนจนมาหย่อนก้นที่ร้านอาหารเพื่อกินข้าวเย็น ก็ลงเรือไปดูหิ่งห้อย ขอบอกนิดนึงครับว่า ก่อนหน้าที่เคยมีพี่ที่รู้จักกันมาเที่ยวที่นี่แล้วฟันธงว่า หิ่งห้อยที่เห็นเป็นหลอดไฟติดชัวร์ แต่หลังจากที่เห็นด้วยตาของตัวแล้วประกอบกับการคิดเอาเองว่า ถ้าลงทุนเอาไฟมาติดก็คงไม่คุ้ม และการกระพริบแสงก็ดูไม่เป็นจังหวะแบบที่หลอดไฟควรจะเป็น ก็เลยฟันธงเอาบ้างว่า น่าจะของจริงครับ พาลให้คิดไปว่าถ้่ามีหิ่งห้อยเยอะๆ มันคงสวยเนาะ

    กลับมาจากดูสารพัดห้อยแล้ว ก็เดินช็อปโน่นนี่นั่นแล้วกลับมาดวดเบียร์ที่บ้านพักต่อ ตอนแรกนึกว่าจะมีคนพร่ำเพ้อ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใคร... หลับกันสบายตื่นมาตอนเช้าเพื่อใส่บาตรพระที่พายเรือมารับบาตร (ที่พี่เมย์ถามว่า พระจะพายกระโดดข้ามทุ่นหน้าบ้านมาได้ไงนั่นแหละ) จากนั้นก็กินข้าวต้นและวุ้นเป็ดเป็นมื้อเช้า แล้วก็เข้าไปนอนต่อ...(ขอพักเดี๋ยว)

    ตื่นมาอีกที 10 โมงก่าๆ ก็ไปไหว้พระที่วัดบางกุ้งและชมโบสถ์ปรกโพธิ์ จากนั้นก็ไปเดินตลาดน้ำกันต่อ สิ่งนึงที่ประทับใจที่นี่คือบุคลิกของคนที่นี่ใจดีมากคับ เป็นมิตรสุดๆ โดยเฉพาะร้านที่ไปแวะซื้อโมบายมาฝากใครคนนั้น แม่ค้าคนขายใจดีมาก แถมพูดเก่งด้วย อ้อ เดินตลาดรอบนี้มาเจอพี่ยะด้วยครับ นั่งคุยกับพี่ถึงเรื่องโครงการที่จะทำร่วมกัน สถานที่ ผู้คน ไปจนถึงชีวิตในปัจจุบัน นับถือพี่เลยครับ จุดยืนแน่นมากๆ ยิ่งมาเทียบกับคนที่กำลังค้นหาจุดยืนอย่างเราแล้ว ต้องขอคารวะให้จอกใหญ่ๆ 1 จอกเลยครับ

    พิมพ์มาก็เยอะเริ่มจะหมดมุกละ เมื่อยแล้วด้วย ไว้พรุ่งนี้จะมีอะไรมาพร่ำเพ้ออีก คืนนี้ไปนอนดีก่า...